ข่าว

'สามเหลี่ยมทองคำ'ตลาดหุ้นนักค้ายาเสพติด

'สามเหลี่ยมทองคำ'ตลาดหุ้นนักค้ายาเสพติด

25 ก.ค. 2554

'สามเหลี่ยมทองคำ'ตลาดหุ้นนักค้ายาเสพติด : ตะลุยข่าว โดย เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์

           น่าตกใจกับผลการปราบปรามจับกุมคดียาเสพติดในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพราะแค่เพียง 6 เดือน หรือตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553-30 มิถุนายน 2554 มีการจับกุมได้ถึง 19,144 คดี รวบผู้ต้องหาได้กว่า 19,974 คน ยึดของกลางยาบ้าได้ 13,117,716 เม็ด, ไอซ์ 119 กิโลกรัม, เฮโรอีน 207 กิโลกรัม รวมทั้งฝิ่น 145 กิโลกรัม และกัญชาอีก 105 กิโลกรัม ไม่นับรวมเดือนกรกฎาคมที่ยึดยาบ้าได้แล้วถึง 2 ล้านเม็ด เฮโรอีน 43 กิโลกรัม และไอซ์อีก 73 กิโลกรัม

            "ของกลาง" จำนวนมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการค้ายาเสพติดที่ไม่เคยหวาดกลัวมาตรการอันเข้มข้นของเจ้าหน้าที่และยังคงใช้ความพยายามอย่างหนักในการขนลำเลียงยาเสพติดส่งเป้าหมาย

            ยาเสพติดลอตใหญ่ที่ยึดได้หลายครั้งในระยะนี้ โดยเฉพาะ "ยาบ้า" ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดยาเสพติดเหล่านี้ยังไหลทะลักเข้ามาได้ แถมยังเพิ่มปริมาณในการขนลำเลียงแต่ละครั้งเป็นหลักแสนหลักล้านเม็ด ทั้งที่หน่วยงานหลักอย่างตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. ต่างระดมสรรพกำลังสกัดกั้นปราบปรามอย่างเต็มที่

            นายพรเทพ เอี่ยมประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 อธิบายว่า มีปัจจัยใหญ่หลายอย่างที่ส่งผลให้ยาเสพติดทะลักเข้าทางภาคเหนือ เริ่มจาก "ดีมานด์" หรือ ความต้องการของยาบ้าในประเทศที่ไม่เคยลดลง แต่กลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีตลาดยาบ้าหลักเป็นพื้นที่ภาคกลาง ทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความแออัดของชุมชนและเป็นเขตอุตสาหกรรม

            "ดีมานด์" ที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่ในประเทศ แต่ประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ยังมีความต้องการยาเสพติด ทั้งยาไอซ์และเฮโรอีนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเพื่อเสพในประเทศและส่งต่อไปยังประเทศแถบแปซิฟิก ทั้ง ฟิลิปินส์ อินโดนิเซีย ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในแถบยุโรป 

            ส่วนการผลิตและความเคลื่อนไหวของขบวนการค้ายาเสพติดยังพบว่า "สามเหลี่ยมทองคำ" ชายแดนหลายประเทศ ทั้งไทย พม่า ลาว และจีนตอนใต้ ยังคงมีความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพลและทางการพม่าคุมไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่ม "ว้า" ยังมีการผลิตยาบ้าออกสู่ตลาดเพื่อหา "รายได้พิเศษ" นำเม็ดเงินมาพัฒนากองทัพหลังถูกทางการพม่ากดดันอย่างหนัก เวลาเดียวกันกลุ่มไทยใหญ่ หรือ SSA เริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการค้าและลำเลียงยาเสพติดมากขึ้นตามลำดับด้วยเหตุผลในการพัฒนากองทัพเช่นเดียวกัน

            "โรงแรมและกาสิโนบริเวณสามเหลี่ยมทองคำในวันนี้ยังมีบรรยากาศไม่ต่างจาก "ตลาดหลักทรัพย์" ของนักค้าเสพติด เพราะเป็นทั้งแหล่งติดต่อซื้อขายและเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ เรียกว่าเป็นแดนสวรรค์หรืออาณาจักรของนักค้ายาเสพติดก็คงไม่ผิด" นายพรเทพ เปรียบเปรย

            ความต้องการยาบ้าที่กระตุ้นให้ตลาดคึกคักยังทำให้กลุ่ม "ม้ง" ที่อยู่ตามแนวชายแดนภาคเหนือของไทยเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยผันตัวจาก "ผู้เสพ" เป็น "โบรกเกอร์" คอยเป็นนายหน้าประสานงานระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ทั้งยังจัดกองกำลังติดอาวุธคอยรับจ้างขนลำเลียงยาบ้าเข้ามาในประเทศผ่านช่องทางต่างๆ ทำให้พบว่าผู้ต้องหาที่จับกุมได้ในระยะหลังจะเป็นชาวม้งแทบทั้งสิ้น

            นอกจากมาตรการในการสกัดกั้นการขนลำเลียงยาเสพติดที่เน้นงานด้านการข่าวแล้ว ป.ป.ส.ภาค 5 ยังร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 ผุดโครงการ "Smart Check Point" ปล่อยหมัดเด็ด จัดการกับขบวนการค้ายาเสพติด โครงการนี้มีการนำระบบ "License plate Online" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจหาบุคคล ยานพาหะ เสริมกับโมบายเอกซเรย์ที่ใช้อยู่ก่อนหน้า มีการติดตั้งกล้องที่จุดตรวจบนเส้นทางสำคัญทั้งหมด 55 ด่าน ที่จะออกจากภาคเหนือตอนบนเพื่อออนไลน์ภาพป้ายทะเบียนและลักษณะรถต้องสงสัยและรถที่ผ่านด่านทุกคันแบบเรียลไทม์ไปยังศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลของตำรวจภูธรภาค 5 จากนั้นระบบจะประมวลข้อมูล หากพบว่ารถคันไหนมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดจะมีสัญญาณแจ้งเตือนไปยังรถที่ตรวจสอบกลับไปยังด่านตรวจนั้นๆ และด้านตรวจใกล้เคียงทันที ระบบที่นำมาใช้จะช่วยในการติดตามสกัดกั้นรถคนร้ายที่ใช้ขนลำเลียงยาเสพติดรวมถึงรถในขบวนหรือ "สเก๊าท์หน้า" ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

            ผอ.ป.ป.ส.ภาค 5 ทิ้งท้ายน่าคิดว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำสมัยหรือการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่จะเข้มเพียงใด หากการรณรงค์และจิตสำนึกของคนในชาติในการไม่เข้าไปเสพและยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดยังไม่ดีขึ้น "ดีมานด์" ในประเทศก็คงไม่ลดลง การจับกุมยาเสพติดก็จะยังมีขึ้นรายวัน นั่นหมายถึงงบประมาณที่ประเทศจะต้องสูญเสียไปจำนวนมหาศาล