
อย่าหมิ่นเงินน้อย
บทความจากคอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน เขียนโดย ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
นึกถึงตัวเองแล้วขำค่ะ ครั้งก่อนเคยเขียนถึงเรื่องของดอกเบี้ยเงินฝาก แบบเทียบให้เห็นแบงก์ต่อแบงก์เลยว่า แต่ละแคมเปญที่แต่ละธนาคารออกมานั้น สุดท้ายปลายทางแล้ว ผลตอบแทนห่างกันหลักสิบหลักร้อยบาทเท่านั้น แล้วจะดิ้นรนซัดส่ายไปทำไมให้เหนื่อยใจ ปรากฏว่า เอาเข้าจริง พอเห็นแคมเปญระลอกใหม่ของแบงก์ ดิฉันก็อดจะเร่ร่อนไปตามสอบถามตามแบงก์ต่างๆ ไม่ได้ และมีความคิดที่จะยักย้ายถ่ายเทเงินฝากที่มีอยู่น้อยนิดเหมือนกัน
แต่สุดท้าย พอนึกถึงที่ตัวเองเคยเขียนไว้ ก็ตัดสินใจฝากเงินกับแบงก์เดิม เพียงแต่ขยับจากบัญชีเงินฝากธรรมดา ไปเป็นแคมเปญเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะครั้นจะไม่ทำอะไรเลย ก็ดูเหมือนกับว่า จะ ‘ละเลย’ โอกาสที่มีไปสักนิด
โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ส่วนใหญ่มองกันว่า อัตราดอกเบี้ยคงขยับขึ้นไปไม่ได้มาก หลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งล่าสุด ที่ขยับขึ้นอีก 0.25% มาอยู่ที่ 3.25% และผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างน้อย 4 แห่ง นำโดยธนาคารกรุงเทพ ที่ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นรายแรก ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย ดังนั้น เสียงแนะนำให้เริ่ม “ล็อกเงินฝาก” จึงเริ่มมากขึ้นๆ
ต้องยอมรับเหมือนกันว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่อะไรๆ ก็ดูจะ “สูงขึ้น” ไปหมด และเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่บริหารจัดการเงินลงทุนของตัวเองได้อย่างลงตัวในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะนอกจาก “ดอกเบี้ยเงินฝาก” ที่ปรับสูงขึ้นแล้ว ราคาทองคำยังพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผ่านระดับเป้าหมายในปีนี้ที่ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสูงสุดที่ 1,609 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สอบถามจาก คุณณัฐฑี จุฑาวรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสสิค โกลด์ ฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้ให้บริการลงทุนทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้า คุณณัฐฑี บอกว่า ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากความกังวลเรื่องของวิกฤติหนี้ยุโรปและการแก้ปัญหาหนี้ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาทองคำวิ่งเข้าสู่ราคาเป้าหมายของปีนี้ที่ระดับ 1,600 ดอลลาร์ และนั่นทำให้เป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ถูกขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
“ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งที่เร็วขึ้น เพราะจากต้นเดือนกรกฎาคม ราคาทองอยู่ที่ประมาณ 1,480 ดอลลาร์ แค่ครึ่งเดือนราคาขึ้นมา 100 ดอลลาร์ถือว่าเร็วมาก แม้จะมีโอกาสที่ราคาทองจะเพิ่มขึ้นไปที่ 1,700 ดอลลาร์ แต่ราคาในตอนนี้ถือว่าอยู่ในโซนสูงแล้ว และธรรมชาติของราคาทองคำเมื่อปรับสูงขึ้นไปประมาณ 100 ดอลลาร์ ก็มีโอกาสที่จะย่อตัวลงมาได้ ดังนั้น สำหรับคนที่จะซื้อหรืออยากเข้ามาลงทุน น่าจะรอให้ราคาปรับตัวลดลงก่อน”
ไม่ใช่เฉพาะราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ได้สร้างสถิติสูงสุดใหม่ แต่ดัชนีราคาหุ้นก็สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,100 จุดในสัปดาห์ที่แล้วด้วยเช่นกัน
คุณต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจกองทุนและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) บอกว่า บลจ.ไอเอ็นจี ยังมีมุมมองค่อนข้างบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเชื่อว่า การสานต่อนโยบายของภาครัฐและความมั่นใจของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น น่าจะทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น และทำให้ตลาดมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ ซึ่งสำนักงานวิจัยหลักทรัพย์หลายแห่งได้ประมาณการว่า ดัชนีราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นสู่เป้าหมายที่ระดับประมาณ 1,200 จุดภายในสิ้นปีนี้
ดังนั้น ใช่แต่ว่า “ดอกเบี้ย” จะขึ้น แต่ยังหมายรวมถึงทองคำและหุ้น ที่ขยับเพิ่มขึ้นมาด้วย และมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปอีก
แน่นอนค่ะว่า สำหรับคนที่มีเงินเป็นกอบเป็นกำนั้น ความมั่งคั่งก็เป็นกอบเป็นกำตามไปด้วย เรื่องดอกเบี้ยอาจจะเห็นไม่ชัด เพราะขยับเพิ่มขึ้น 1-2% ถึงเงินมากแค่ไหน แต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้มากขนาดจะทำให้ตาโตได้มากนัก
ที่ชัดๆ คงเป็น “หุ้น” กับ “ทองคำ” ที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาและเร้าใจ ดิฉันมีโอกาสคุยกับคุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้ให้บริการลงทุนในทองคำอีกรายหนึ่ง เป็นการพูดคุยกันตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม ที่ราคาทองคำยังต่ำกว่านี้
คุณฐิภาเล่าให้ฟังว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนมาติดต่อขอซื้อทองคำน้ำหนัก 100 กิโลกรัม แล้วก็ซื้อต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม 2554 จนถือครองทองคำอยู่ประมาณ 300 กิโลกรัม จากกิโลกรัมละ 7 แสนบาท เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 1.4 ล้านบาท (ณ เดือนมี.ค.54) ในช่วง 3 ปี นักลงทุนคนนี้มีกำไรจากราคาทองคำกิโลกรัมละ 70 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าถ้าต้นทุนของทองคำ 300 กิโลกรัมใกล้เคียงกัน เขาก็มีกำไรจากราคาทองในช่วง 3 ปีที่ถืออยู่ในราว 200 ล้านบาท
เมื่อเงินตั้งต้นลงทุนก้อนแรกเป็นก้อนใหญ่ ผลตอบแทนก็ใหญ่ตามไปด้วย
แต่สำหรับคนที่มีเงินก้อนแรกเล็กๆ อย่าท้อใจไปค่ะ เพราะคำโบราณที่พร่ำสอนเราว่า “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” ยังใช้ได้ดี เมื่อมีน้อย ก็เริ่มแบบน้อย เก็บออมแบบน้อยๆ และลงทุนแบบน้อยๆ ไปก่อน
อย่างเช่น การลงทุนในทองคำ คุณฐิภาบอกว่า ถ้าเงินน้อย ไม่สามารถซื้อทองคำแท่งซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีขนาดเล็กลงเหลือน้ำหนักแท่งละ 1 บาท แต่ก็ยังถือเป็นเงินก้อนโตสำหรับหลายๆ คน ดังนั้น คนที่สนใจจะซื้อทองเก็บไว้ โดยใช้เงินเริ่มต้นไม่มาก ก็สามารถทำได้ด้วยการ เข้าโครงการ “ออมทอง” ซึ่งใช้เงินลงทุนเดือนละเท่าๆ กัน โดยทางวาย แอล จี จะเป็นผู้สั่งซื้อทองคำให้ทุกสิ้นเดือน และจะสะสมไว้ให้แก่นักลงทุน
จากเงินก้อนเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย และใช้ระยะเวลาในการเก็บออม ก็จะทำให้เงินก้อนนั้นเติบโตขึ้นได้
เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นค่ะ มีบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งที่มีโครงการ “ออมหุ้น” ให้นักลงทุนได้ใช้เงินจำนวนเล็กๆ เข้าลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการซื้อหุ้นโดยตรงก็ได้ หรือเป็นการลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ที่ลงทุนในหุ้นก็ได้
เชื่อหรือเปล่าว่า จะออมหุ้นหรือซื้อหุ้นผ่านกองทุนรวม เริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักพันบาทเท่านั้น คุณก็เป็นนักลงทุนได้แล้ว แต่อย่าลืมว่าต้องมีวินัยและตั้งใจออมหรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
สำคัญกว่านั้น คือ ช่วยตรวจสอบโบรกเกอร์ ทั้งทอง ทั้งหุ้น ทั้งกองทุนรวมว่า ไอ้ที่มาชวนคุณลงทุนนั้น ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือไม่ ย้ำว่า ต้อง ก.ล.ต.เท่านั้นนะคะ ไม่เช่นนั้น เงินน้อยๆ ของคุณจะตกอยู่กับมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว



