
ปชป.โต้'ฮุนเซน'ยัน'มาร์ค'มีวุฒิภาวะมาก
โฆษกปชป.โต้ฮุนเซน ยันอภิสิทธิ์มีวุฒิภาวะมาก เตรียมตามติด นโบาย ตปท.ของ รบ.ยิ่งลักษณ์ พ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาแห่ข้ามชายแดนเข้ามาซื้อหาข้าวของเครื่องใช้กันอย่างคึกคัก พร้อมโอดค่าเงินบาทแข็งตัวซื้อสินค้าได้น้อยอัตราแลกเปลี่ยน150 รีลต่อ 1บาท
(24ก.ค.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้วิพากวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นเด็กอยู่ ว่า ถ้าหมายถึงอายุของนายอภิสิทธิ์ก็ถือว่าน้อยกว่า สมเด็จฮุนเซน แต่ถ้าพูดถึงวุฒิภาวะแล้วคิดว่ามากกว่าสมเด็จฮุนเซน ที่มีพฤติกรรมที่พูดอย่างทำอย่าง แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่อย่างนั้น ตนยืนยันว่าการปฏิบัติของรัฐบาลประชาธิปัตย์ กับประเทศเพื่อนบ้านอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังและชอบธรรม ไม่ได้สุดโต่งยอมเอาใจจนเสียผลประโยชน์ของประเทศ หรือแข็งกร้าว
“ การอยู่ร่วมกันต้องอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน พรรคยืนยันว่าอธิปไตยของประเทศต้องมาก่อน ไม่ใช่การยอมทุกอย่างเพียงเพื่อสร้างความสัมพันธ์ และพรรคก็จะติดตามนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าจะเดินไปในทิศทางไหน จะแตกต่างจากสมัยที่คุณนพดล ปัทมะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหรือไม่ ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
เขมรแห่ซื้อของโอดค่าเงินบาทแข็งตัวซื้อสินค้าได้น้อย
เมื่อเวลา 07.23น.ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนชาวเขมรฝ่าสายหมอกแห่ข้ามพรมแดน เข้ามาซื้อหาข้าวปลาอาหารกันอย่างคึกคัก หลังจากที่สมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศพร้อมมีการถอนทหารออกจากพื้นที่กรณีข้อพิพาทที่ปราสาทเขาพระวิหาร จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา กับพื้นที่ทับซ้อน4.6ตารางกิโลเตร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังการพิพากษาของศาลโลกให้ทั้ง 2 ประเทศถอนทหารออก ทางเขมรเองพร้อมถอนกำลังออกพร้อมทหารไทยแต่ต้องมีการเจรจาร่วมกันก่อน ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเขมรไทย จ.พระวิหาร จ.บันทายศรี จ.อุดรมีชัย จ.เสียมราฐ และจังหวัดใกล้เคียง ประเทศกัมพูชา แห่นั่งรถโดยสารประจำทาง รถรับเหมา รถยนต์ส่วนบุคลคล จำนวน 1,500-2,000 คน ข้ามพรมแดนเพื่อซื้อหาสินค้าสำหรับการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และนำไปค้าขายต่อแก่เพื่อนบ้านสร้างรายได้สร้างกำไร แต่ต้องประสบปัญหาค่าเงินไทยแข็งค่าขึ้น ทำให้แลกเงินไทยได้น้อยลง
นางสก เค็ง อายุ 52 ปี ชาวบ้านใน จ.กำปงธม ผู้ประกอบการด้านการให้แลกเปลี่ยนเงินตราที่ตลาดช่องสะงำ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนชาวกัมพูชา มีความมั่นใจด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เชื่อมั่นในการเจรจากันของ 2ประเทศ และจะเป็นมิตรไมตรีจิตเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกันตลอดไป การค้าขายน่าจะกลับมารุ่งเรืองของประชาชนทั้ง 2 ชาติ ขณะนี้ประชาชนชาวเขมรข้ามพรมแดนผ่านช่องสะงำมีปริมาณมากแต่ต้องประสบปัญหาว่าสินค้าประเทศไทยแพงมาก ทำให้ซื้อสินค้าได้น้อยลงด้วยสภาพภาวะเงินบาทไทยแข็งในรอบ 10 ปี ประกอบกับประเทศกัมพูชาผูกขาดกับเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐ ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา สนนราคาอัตราการแลกเปลี่ยนเงินสกุลไทย กับสกุลเงินรีล ในอัตราการแลกเปลี่ยน 150 รีล ต่อ 1 บาทไทย หรืออยู่ที่ 15,000 รีล ต่อ 100 บาทไทย ทำให้เมื่อประชาชนเขมรข้ามพรมแดนมาต้องแลกเปลี่ยนเงินตราที่ตลาดนัดช่องสะงำเปลี่ยนสกุลเงินรีลเป็นสกุลเงินบาท เพื่อการซื้อหาสินค้าในการนำกลับไปอุปโภคบริโภคที่ประเทศตนเอง ด้วยความที่เงินบาทแข็งตัวทำให้ประชาชนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าสินค้าแพง ต้องใช้เงินเขมรจำนวนมหาศาลซื้อสินค้ากลับจากฝั่งไทยได้น้อยลง
นายหัตถชัย เพ็งแจ่ม ประธานชมรมผู้ประกอบการค้าการท่องเที่ยวช่องสะงำกล่าวว่า หลังจากที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ประเทศกัมพูชาสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ บรรยากาศการค้าขายตามแนวชายแดนดีขึ้นทันที ส่งผลพ่อค้า แม่ค้าทั้งชาวไทย ชาวเขมร กลับมามีเงินสะพัดอีกครั้งโดยเฉพาะที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ประชาชนเขมรข้ามพรมแดนจุดตรงนี้มากกว่ารอบหลายๆปีที่ผ่านมา แต่การซื้อหาสินค้าอาจมีการซื้อติดไม้ติดมือน้อยไป เนื่องจากเงินบาทประเทศไทยแข็งขึ้น ผลต่อการใช้เงินมากแต่กลับซื้อสินค้าได้น้อย จึงต้องการให้ทุกฝ่ายได้หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนทั้งสองประเทศที่อยู่ตามแนวชายแดน



