
เคาะประตูบ้าน'2,003 ชุมชน'กลยุทธ์'นครบาล'พิชิตยาเสพติด
นับตั้งแต่แผนยุทธการ 315 ออกปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในชุมชนและสังคม ด้วยการตั้งด่านจุดตรวจสกัดทั่ว กทม. แล้วยังมีกลยุทธ์เด็ด "เคาะประตูบ้าน" ทุกหลังคาเรือนจาก 2,003 ชุมชน เพื่อรับทราบปัญหายาเสพติดในชุมชนระหว่างเดือนพฤษภาคมจนถึงกันยายนนี้
พล.ต.ต.เอื้อพงษ์ โกมารกุล ณ นคร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ผู้นำกลยุทธ์ "เคาะประตูบ้าน" มาใช้...ประเมินประสิทธิผล ตลอด 5 เดือนนี้อย่างไร
- การจัดกำลังตำรวจที่ไปเคาะตามประตูบ้าน
ตำรวจในแต่ละพื้นที่ทั้งหมด 88 สน. ต้องออกไปเคาะประตูบ้าน สอบถามเรื่องราว เอกซเรย์ทุกหลังคาเรือน หลังจากมีการสำรวจชุมชนทั่ว กทม.มีทั้งหมด 2,003 ชุมชน โดยการออกไปเคาะประตูบ้านแต่ละครั้งนั้น จะต้องมีนายตำรวจระดับผู้กำกับการ หรือรองผู้กำกับการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าร่วมด้วย แต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ก็จะมีการใช้ลักษณะวิธีเดียวกัน แต่อาจมีสโลแกนการเข้าไปในชุมชนที่ต่างกันออกไป แล้วแต่นโยบายของแต่ละผู้บังคับการ ซึ่งจะเป็นไปตามแผนยุทธการ 315 คือ การเข้าไปพิสูจน์ทราบ เพื่อดึงผู้ที่ติดยาเสพติดออกมารับการบำบัด
อย่าง กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 จะเข้าไปเคาะประตูบ้าน แล้วถ้าบ้านหลังไหนผ่าน ก็มีการติดป้าย "บ้านสีขาว" ให้ด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการหนึ่งชุดจะต้องเคาะได้ 30 หลังคาเรือน ก็จะแบ่งเป็นวันหนึ่งอาจจะได้สัก 10 ครัวเรือน ซึ่งระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม-19 กรกฎาคม มีการเคาะประตูบ้านไปแล้ว 57,513 หลังคาเรือน จาก 394,109 หลังคาเรือน ใน 2,003 ชุมชน
- ทำไมถึงเลือกวิธี "เคาะประตูบ้าน"
พูดให้ง่ายๆ ก็คือการเข้าไปตรวจเยี่ยมชุมชนนั่นเอง เพื่อต้องการให้ตำรวจเข้าไปใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น เป็นการทำงาน "เชิงรุก" ของตำรวจด้วย เพื่อสร้างความอบอุ่นใจแก่ประชาชนโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาให้เขามาหาเราที่โรงพัก แต่เราจะไปหาเขาเอง เมื่อมีตำรวจเข้ามาในพื้นที่แล้วประชาชนก็มีความอบอุ่นและอุ่นใจกันมากขึ้น
- จากการเคาะประตูบ้านได้รับผลตอบรับอย่างไร
นอกจากเรื่องปัญหายาเสพติดที่เป็นจุดประสงค์หลักของแผนนี้แล้ว เพื่อสำรวจว่ามีใครในบ้านมีปัญหาเกี่ยวกับการติดยาเสพติดหรือไม่ พอเราถามเรื่องยาเสพติดก็จะมีบางคนที่บอก บางคนก็ไม่ยอมบอก หรือบางคนก็มาแอบกระซิบว่า บ้านเลขที่นี้มีคนที่ติดยาเสพติด หรือมีการขายยาเสพติด เพราะเขาอยู่ในชุมชนเขาย่อมจะรู้ว่าบ้านไหนเป็นอย่างไร เมื่อประชาชนบอกเบาะแสกับเราแล้ว ก็จะส่งชุดสืบสวนลงไปในพื้นที่ เพื่อสำรวจเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นความจริงอย่างที่เพื่อนบ้านบอกไว้หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพิสูจน์ทราบเสียก่อน เพราะอาจมีการกลั่นแกล้งกัน จึงต้องตรวจสอบให้ดีก่อนเข้าไปจับกุม จากการเคาะประตูบ้านเราพบว่าปัญหายาบ้ามากที่สุด ซึ่งชาวบ้านก็ตอบรับดี แต่บางบ้านก็มีบ่นๆ หาว่าจะไปจับลูกหลานเขา ก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ ที่สำคัญปัญหาที่เราพบยังมีเรื่องปัญหาบ้านเช่า ซึ่งมีประชากรแฝงเยอะ บางทีก็เป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ก็มีที่คุยกันไม่รู้เรื่อง (ฮา)
นอกจากเรื่องยาเสพติดที่ลงไปหาประชาชนแล้ว การเคาะประตูบ้านยังเป็นการลงไปถามเกี่ยวกับความเดือดร้อนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งเข้าไปช่วยดูบ้านเขาด้วย อย่าง บ้านไหนรกมาก รั้วไม่แข็งแรง ก็จะเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องเฝ้าระวังไฟไหม้ จากการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรตรงส่วนไหนของบ้านบ้าง และการที่ตำรวจมีโอกาสเข้าไปในชุมชนแออัด มีน้ำเน่ายุงเยอะก็ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการให้ ทั้งนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการรายงานผลเข้ามาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลทุกวัน รวมถึงมีประชาชนร้องเรียนผ่านทางช่องทาง 1386
-ประเมินผลการ "เคาะประตูบ้าน" อย่างไร
หากมีการจุดตรวจปิดล้อมตรวจค้นชุมชน จำนำข้อมูลที่รับแจ้งมาและข้อมูลที่เราไปสืบค้นได้ประมวล เพื่อทำการปิดล้อมชุมชนเป้าหมาย ก็จะเน้นบ้านที่มีปัญหาก่อน และจากการดำเนินงานที่ผ่านมาแล้วหลายเดือน ได้ผลแตกต่างอย่างชัดเจน คือประชาชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจตำรวจมากขึ้น เวลาเรารีบดำเนินการให้เขา เขาก็พอใจพอสมควร แม้ว่าปกติตำรวจเข้าตรวจตามซอยอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเคาะประตูบ้าน ยิ่งทำให้รับทราบปัญหามากขึ้น เพราะประชาชนมีอะไรเขาก็จะบอกเรา เพราะเราแสดงความเป็นมิตรกับเขาก่อน และยังลงพื้นที่ไปพร้อมทหาร ภาพที่ออกมาก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจในการแจ้งเบาะแส แก้ปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนให้เขาได้
-กรณีพบผู้ที่ติดยาเสพติดดำเนินการอย่างไร
เมื่อพบคนที่ติดยาเสพติดแล้ว ก็จะถามผู้ปกครองเขาว่า ถ้าอยากมีการให้บำบัดจะยอมหรือไม่ ถ้ายินยอมเราก็จะส่งไปบำบัด หรือถ้าเจ้าตัวอยากเลิกก็หาหนทางช่วยเหลือให้ ซึ่งเราจะมีหน่วยคัดกรองอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เท่าที่เคาะประตูบ้านพบผู้ติดยาเสพติดแล้วกว่า 300 คน ก็มีทั้งที่สมัครใจและไม่สมัครใจที่จะเข้ารับการบำบัดยาเสพติด
-มองปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างไร
ตั้งแต่ผมมาทำงานอยู่ตรงนี้จับเท่าไหร่ไม่หมดสักที เลยสงสัยว่า เพราะอะไรทำไมคนถึงไปเสพยาเสพติด กลุ้มใจ หรือแค่ลองแล้วติด ยิ่งตอนนี้กลุ่มเด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงมาก ซึ่งเด็กๆ อาจอยากลอง และถูกล่อลวงได้ง่าย เพราะเด็กเข้าสู่วงจรยาเสพติดแล้ว ก็มักถูกใช้ให้เด็กไปขนยาเสพติด เพราะบทลงโทษมันน้อยเพราะยังเป็นเด็ก ก็อยากจะช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะเด็กคนหนึ่งมีเส้นทางเดินชีวิตที่ผิดพลาดแล้ว ก็จะได้รับผลกระทบไปตลอดชีวิต มีการทำผิดเพิ่มมากขึ้น แรกๆ อาจจะถูกส่งเข้าบ้านเมตตา ถ้าออกมาทำผิดอีกก็ไปติดคุกอีก
แต่มั่นใจว่า หลังจากเปิดแผนยุทธการ 315 ไปแล้ว ปัญหาคงจะเริ่มเบาบางลงแต่ก็ยังมีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง และอีกอย่างที่อยากจะฝาก คือ บางคนเขาที่ออกมาจากคุกแล้วก็กลับไปทำอีก คนสังคมจะไม่ให้โอกาสเขาอีก และอยากฝากว่า ทำอย่างไรให้เขากลับตัวกลับใจได้ "การให้อภัย" เป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะให้เขาลดละเลิกไปในที่สุด
- ฝากอะไรถึงประชาชนที่อาจพบตำรวจที่ไปเคาะประตูเรียกหน้าบ้าน
เ มื่อเจอตำรวจไปเคาะประตูบ้าน หรือสอบถามอะไร อย่าได้ตกใจ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้บอกข้อมูล หรือมีเรื่องใดที่เดือดร้อน ไม่สบายใจก็บอกตำรวจได้ทันที ไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงพัก ถือเสียว่าเป็นการบริการถึงที่ อย่าไปกลัวตำรวจเพราะทุกคนเคาะประตูเรียกอย่างเป็นมิตร ที่ผ่านมาก็ได้รับการความร่วมมือที่ดีจากประชาชน



