
อบต.นาดี ส่งเสริมเลี้ยงโคพันธุ์ผสม สู้เศรษฐกิจขาลงด้วยอาชีพ-กำลังใจ
จากอดีตที่เคยเป็นเกษตรกร และเคยทำเกษตรมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งทำนา ทำสวน ทำไร่ และเป็นนายฮ้อย (พ่อค้าซื้อ-ขายโค) ทำให้ สราญมิตร ภูหวล นายกอบต.นาดี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในชุมชนอย่างทะลุปรุโปร่ง
วงจรปัญหาซ้ำซากของคนที่นี่คือ ช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี น้ำจากลำปาวจะไหลเข้าท่วมนาข้าว แต่พอสิ้นฤดูเพาะปลูกในช่วงหน้าแล้ง คนวัยหนุ่มสาวจะอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำงานก่อสร้าง และโรงงานในกรุงเทพฯ
วงจรชีวิตของคนนาดีก็ไม่ต่างกับคนอีสานส่วนใหญ่ที่ต้องผจญน้ำท่วม-นาแล้งสลับกันอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ผลสุดท้ายคือยังต้องจนซ้ำซากอยู่เช่นเดิม
สราญมิตร จึงเห็นว่า ด้วยสภาพพื้นที่ของชุมชนที่เป็นที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค แต่เนื่องจากโคพันธุ์พื้นเมืองราคาไม่ค่อยดี สู้โคลูกผสมไม่ได้ จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยง "โคลูกผสม" และ "โคเนื้อ" แทน
วิธีการส่งเสริมการเลี้ยงโคของนายก อบต.นาดี คือ นำ "โคพ่อพันธุ์ฮินดูบราซิล" มาเลี้ยง และให้บริการผสมพันธุ์ในราคาประหยัด ซึ่งได้รับความนิยมจากเกษตรกรในพื้นที่อย่างมาก ถึงกับตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ
โครงการนี้ อบต.นาดี ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ จัดเจ้าหน้าที่ และนักวิชาการดูแลอย่างใกล้ชิด จึงทำให้มีจำนวนโคเพิ่มปริมาณเป็นกว่า 1,500 ตัวในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในช่วงที่วงการเลี้ยงโคลูกผสมกำลังบูมสนนราคาค่าผสมจริง และผสมเทียม (หลอด) จะตกครั้งละ 3,000-4,000 บาท แต่ในปัจจุบันขณะที่ราคาโคตกต่ำเป็นอย่างมากจึงต้องปรับลดราคาค่าผสมพันธุ์ลงกว่า 50%
ในช่วงเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคลูกผสมก็ในอยู่ในสภาพเดียวกันกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วไปที่ประสบปัญหาขาดทุน แต่นายก อบต.นาดี ก็พยายามให้กำลังใจเกษตรกรไม่ให้ท้อ โดยเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นราคาโคก็จะกลับมาดีอีกครั้ง
สราญมิตร ยึดหลักการทำงานแบบ “คุมคนด้วยใจ คุมใจด้วยงาน คุมงานด้วยแผน คุมแผนด้วยนโยบาย คุมนโยบายด้วยคน” ทำให้การบริหารงานท้องถิ่นมีความราบรื่น เกิดประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุด
"คนเราสำคัญสุดอยู่ที่ใจ ถ้าใจดีอะไรก็ดีหมด หรือถ้าเอาชนะใจตนเองได้ ก็สามารถที่จะชนะใจใครๆ ได้หมด ส่วนผู้นำนั้นต้องทำให้เกิดความเข้าใจกันของทุกคนในองค์กร ซึ่งจะทำให้งานเดิน และเกิดประสิทธิภาพเต็มที่" นายกอบต.นาดี กล่าวทิ้งท้าย
"จักรพงษ์ ระวิวรรณ"



