
ที่นี่บัวแก้ว:มติศาลโลก-บทบาทอาเซียน
ที่นี่บัวแก้ว : มติศาลโลก ชูบทบาทอาเซียนต่อกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา
ผลคำตัดสินศาลโลก ข้อที่ว่า “ให้ไทยและกัมพูชาดำเนินความร่วมมือกันต่อไปในกรอบของอาเซียน โดยให้คณะผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซียเข้าไปประจำการในเขตปลอดทหารชั่วคราว” สะท้อนถึงการให้ความสำคัญของความร่วมมือในกรอบอาเซียนในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อสร้างบรรยากาศและลดความเผชิญหน้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าอกเข้าใจกัน ปูทางสู่การเจรจาตามกลไกทวิภาคีของ 2 ประเทศ และถือให้เป็นภารกิจร่วมกัน ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่นำสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่
การที่ศาลโลกได้ออกมาตรการชั่วคราวและกำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราว โดยให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังทหารทันที ตามขอบเขตของพื้นที่ที่ศาลโลกได้กำหนดไว้ นั่นคือ ต้องถอนทหารออกจากพิกัด จุด A, B, C, D ซึ่งเมื่อลากเส้นต่อกัน จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามแผนที่ศาลโลกแนบไว้ โดยใช้สันปันน้ำเป็นจุดตรงกลางและเป็นรัศมีไปยังกัมพูชาและไทยในระยะเท่าๆ กัน รวมพื้นที่ประมาณ 17.3 ตร.กม. ครอบคลุมตัวปราสาทพระวิหาร ภูมะเขือ ถนนที่กัมพูชาสร้างขึ้นตัวปราสาททางด้านตะวันตก และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. โดยในพื้นที่นั้น ต้องละเว้นจากการวางกำลังทหาร และการดำเนินกิจกรรมทางอาวุธใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ข้อพิพาทเลวร้ายหรือรุนแรงมากขึ้น หรือทำให้ปัญหาข้อพิพาทมีความยากลำบากยิ่งขึ้นที่จะแก้ไข
นายเจษฎา กตเวทิน รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การถอนทหารในพื้นที่ดังกล่าว ไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสีย เพราะไม่เกี่ยวกับอธิปไตยและเขตแดน ขณะเดียวกัน การที่กัมพูชาต้องถอนทหารออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสาวระ และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ไทยพยายามผลักดันให้ถอนทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่นี้มาโดยตลอด และมองว่า การกำหนดพื้นที่เขตปลอดทหาร ก็เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และลดความสุ่มเสี่ยงการปะทะบริเวณชายแดน เมื่อศาลโลกมีคำตัดสินคดีหลัก คือตีความคำพิพากษาปี2505 มาตรการคุ้มครองชั่วคราวก็จะหายไป หรือระหว่างนี้อาจจะมีการปรับตามความเหมาะสมก็ได้
ดังนั้น เจตนารมย์ของการกำหนดพื้นที่ปลอดทหาร คือสร้างบรรยากาศและลดความตึงเครียดในพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา ซึ่งส่วนหนึ่งก็คล้ายกับเงื่อนไขที่ไทยและกัมพูชาตั้งขึ้นมา และเป็นการการกรุยทางให้กับคณะผู้สังเกตการณ์การของอินโดนีเซียได้เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าวได้ หลังจากติดขัดกันในเรื่องเจรจาถอนทหาร ตามที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ลงนามใดๆ ในทีโออาร์ส่งคณะผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซีย หากกัมพูชาไม่รับที่จะถอนทหารออกจากบริเวณพื้นที่ทับซ้อนก่อน
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน แสดงความเห็น ว่า ศาลโลกได้ให้น้ำหนักและคุณค่าความร่วมมือในกรอบของอาเซียนและบทบาทประธานอาเซียน เช่นเดียวกับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทำให้เห็นว่า อาเซียนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและความแข็งแกร่งขึ้นได้ในภูมิภาค ซึ่งสำหรับไทย คงต้องรอหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่จะศึกษาและวางยุทธศาสตร์ดำเนินการตามคำตัดสินศาลโลก รวมไปถึงการริเริ่มการดำเนินการใหม่ๆ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง
ในขณะนี้ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อาเซียนได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเซียนกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการควบคุมอุณหภูมิความขัดแย้งให้อยู่ในภูมิภาค ตราบใดที่อาเซียนยังรักษาบทบาทหน้าที่ในการสร้างสันติภาพ ความเข้าอกเข้าใจและไว้เนื้อเชื่อกันระหว่างกัน ก็ยิ่งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศให้ไทย-กัมพูชากลับคืนสู่การเจรจาทวิภาคีตามกลไกที่ 2 ประเทศมีอยู่ ทั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) คณะกรรมาการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี)
อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อถอนกำลังทหารออกจากเขตปลอดทหาร ต้องหารือในที่ประชุมจีบีซี ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จากนี้คงต้องมาลุ้นกันว่า การเจรจาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ได้หรือไม่ และหาจุดร่วมกันได้อย่างไร นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญให้กับกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องทำงานควบคู่กับการทหาร ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ได้



