
ปธ.'สทท.'จี้'ยิ่งลักษณ์'เร่งเดินหน้านโยบาย
ประธานฝ่ายนโยบายสทท. จี้ยิ่งลักษณ์ เร่งจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เดินหน้านโยบาย ระบุขึ้นค่าแรง 300บาท ทำได้แต่ต้องใช้เวลา ด้านสมาคมก่อสร้างไทยชี้ค่าแรงปรับขึ้น 300บาท สินค้าต้องปรับราคาตามแต่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ - (อปท.)ระนองร้องรัฐบาลใหม่ขอคืนเงินอุดหนุน หลัง
(23ก.ค.54)ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานฝ่ายนโยบาย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)กล่าวถึงการที่ กกต.รับรอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยและกำลังจะจัดครม.ชุดใหม่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จริงๆภาคเอกชนได้หารือกันว่าเรายอมรับผลของการลงคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ฉะนั้นในสภาฯเราก็ให้การสนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทยและว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างเต็มที่เราคงทำหน้าที่ให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะแนวนโยบายเพื่อประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล รวมทั้งช่วยกันตรวจติดตามการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติที่รัฐบาลได้ตั้งปณิธานเอาไว้
และในเรื่องการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างการประมวลสรุปในแนวนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆที่มีได้เคยมาเสนอกับสภาฯไว้ รวมทั้งเราก็ประกอบการจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมของภาคเอกชน ซึ่งเราอยากจะเห็นในเรื่องของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และแยกตามกลุ่มท่องเที่ยวของประเทศออกเป็นกลุ่มๆเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น
เพราะขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวไทยขาดแคลนและเสื่อมโทรมไปเป็นอันมาก การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมือนกับบางประเทศเพื่อนบ้านเราโดยเป็นอัตราก้าวกระโดดเราจำเป็นต้องเพิ่มแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนั้นเราคงต้องดูแลในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว
โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง ขณะนี้เท่าที่สำรวจนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไก้ด้วยตัวเองมากขึ้น เพราะมีการติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เน็ทตรงนี้ทำให้การคมนาคมจำเป็นต้องมีความรวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวก
นายกงกฤช กล่าวว่า ตนคิดว่าการตั้งรัฐบาลช้าออกไปจะเกิดความเสียหาย เพราะว่าในขณะนี้เหมือนกับนโยบายต่างๆมันหยุดนิ่ง รวมทั้งใกล้สู่การจัดทำงบประมาณประจำปี 2555 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็คิดว่าถ้ารัฐบาลเข้ามาโดยเร็วและสามารถจัดทำงบฯได้ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2554 นี้
ตนคิดว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยที่ดีอีกครั้งหนึ่ง แต่ตนยังเชื่อว่าภาคเอกชนในขณะนี้จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวในไตรมาสที่สามพบว่า มีความเชื่อมั่นในระดับ 102 ถือว่าเกินเกณฑ์ร้อยที่เป็นอัตราปรกติ ซึ่งเชื่อได้ว่ารัฐบาลชุดหน้านี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในผู้ประกอบการเราได้เป็นอย่างดี
ส่วนนโยบายหาเสียงขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เพราะผู้ประกอบการฯเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เราไม่สามารถเคลื่อนย้ายเหมือนโรงงานการผลิตไปได้ ยังไงก็ต้องประกอบการอยู่สถานที่นั้นๆ การที่เพิ่มค่าแรง 300 บาทในบางพื้นที่ เช่นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่ากับเพิ่มค่าจ้างไปถึงเกือบ 40% อัตราค่าจ้างเป็นต้นทุนการประกอบการของผู้ประกอบการถึง 15-20%
ฉะนั้นการขึ้นไปถึง 40% ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตนคิดว่าการดำเนินงานไปสู่เป้าหมาย 300 บาทเป็นเรื่องที่ดี และเป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถของผู้ประกอบอาชีพ บุคลากรในอุตสาหกรรมโรงแรม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ให้มีขีดความสามารถรองรับกับผลตอบแทนที่ 300 บาท ด้วย ไม่ใช่ดูด้านเดียวคือการเพิ่มแต่ค่าจ้าง ตนคิดว่าตรงนี้ภาครัฐก็จะต้องเข้ามาดูถึงการพัฒนาทักษะ สมรรถนะ ความสามารถของบุคลากรที่จะทำงานให้ได้ 300 บาทเพื่อให้คุ้มค่าตรงกันด้วย
มิฉะนั้นก็จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรากำลังเปิดรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน กรณีอย่างนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าเราล้วนแล้วแต่มีขีดความสามารถทักษะของผู้ประกอบอาชีพสูงกว่าเราทั้งนั้น ฉะนั้นหากว่าเราขึ้นแต่ตัวเลขค่าจ้างโดยไม่ขึ้นขีดความสามารถของแรงงานไทยตนคิดว่าตรงนี้จะเป็นปัญหากับประเทศในระยะยาว
ฉะนั้นอยากจะฝากว่า 300 บาททำได้ และ ดี แต่ต้องมีส่วนร่วมของรัฐบาลในการพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานไทยให้ได้ทัดเทียมกับในต่างประเทศ ให้คุ้มค่ากับเงิน 300 บาทด้วยเช่นเดียวกัน นายกงกฤชฯกล่าว
ด้านนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลควรจะต้องผลักดันเมกกะโปรเจ็คต่อไป เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างเจริญเติบโตในทิศทางที่ควรจะเป็น โดยธรรมชาติแล้วถ้าภาครัฐเติบโตภาคเอกชนก็จะโตตาม ปรกติแล้วภาครัฐสมมุติว่าภาครัฐโตขึ้นมา 50% ภาคเอกชนจะโตขึ้นมาประมาณ 100% ก็คือเท่าตัวของภาครัฐ
อย่างขณะนี้มีอยู่สองเรื่องที่กำลังพูดถึงกันมากมาก 1.เรื่องภาคเอกชนเริ่มตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันการทุจริต ซึ่งสภาคมฯเองก็มาส่วนเข้าไปร่วมช่วยทาง ป.ป.ช.ในหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องของการเข้าร่วมป้องกันการทุจริตในภาครัฐ โดยความสมัครใจ 2. เรื่องของกฎหมายใหม่ของ ป.ป.ช. ตามมาตรา 103/7 เกี่ยวกับเรื่องของการแสดงบัญชีเฉพาะงาน และเรื่องของการต้องเปิดเผยราคากลางให้โปร่งใส เรื่องนี้สมาคมเองก็ผลักดันมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพราะที่เคยเกิดขึ้นมามีการพูดกันบ่อยว่าเอาเงินที่ไหนมาจ่ายตั้ง 30% เราเองอยู่ในภาคอุตสาหกรรมนี้เรารู้ว่าสิ่งที่คนข้างนอกมองกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันไม่เหมือนกัน
วิธีการแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุดและดีที่สุดคือ การทำอย่างไรให้ราคาที่รัฐจะจ้างเป็นธรรมก็คือไม่ใช่ให้กำไรมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ให้ขาดทุน ให้อยู่ได้ อันนี้เราพยายามผลักดันเราทำงานร่วมกับ 4 สมาคมวิชาชีพคือ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย วิศวกรรมสถาน สถาปนิคสยาม วิศวกรที่ปรึกษา ในการที่จะผลักดันตั้งสถาบันมาตรฐานการคิดคราคากลาง อันนี้จะเป็นหัวใจของภาครัฐหรือว่าภาคเอกชนในอนาคตที่ไม่จ้างงานสูงเกินกว่าที่ควร
นายกฤษดา กล่าวว่า การขึ้นค่าแรง 300 บาท ในมุมมองของภาคก่อสร้างคิดว่า มีผลกระทบบ้าง เพราะจริงๆแล้วอุตสาหกรรมก่อสร้างจะเป็นในส่วนของงาน สมมุติว่า งาน 100 บาท จะเป็นค่าแรงงานประมาณ 15 บาท ถ้ามีการขึ้นราคามาเป็น 300 บาท เราก็จะต้องมีการรับผิดชอบขึ้นประมาณ 3-4 บาท ก็คือว่าทั้งหมดจาก 100 บาทก็กลายเป็น 103 - 104 ซึ่งถ้าเราแบ่งออกมาเป็นสองส่วน โดยส่วนหนึ่งก็คือแรงงานที่เป็นช่างฝีมืออยู่แล้ว อันนี้ปัจจุบันเขาได้เกิน 300 บาทอยู่แล้ว ภาคที่จะมีปัญหาเรื่องของแรงงานไร้ฝีมืออันนี้ถ้าภาครัฐต้องการที่จะสนับสนุนและเป็นไปนโยบาย
ทางสมาคมฯเองก็คิดว่าภาครัฐก็ควรจะต้องดูเรื่องราคากลางให้เหมาะสม ส่วนภาคเอกชนเองเราก็คิดว่าไปเพิ่มราคาขายในส่วนนั้น แต่จริงๆแล้วเพิ่มไม่มากมาย ถ้าภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพียงแต่ว่าปัญหาหลักๆของเราน่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าอันนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่คงจะต้องมีการหารือกับภาครัฐอีกทีว่าจะทำอย่างไรในส่วนของแรงงานไร้ฝีมือถึงจะมีเพียงพอกับการทำงาน
"ถ้าภาครัฐต้องการที่จะให้ปรับทางเราก็ต้องปรับตัว และก็คิดว่าความเป็นไปได้มี เพียงแต่ว่าต้องมาหารือกันให้ใกล้ชิด เพื่อที่จะทำให้มันเป็นไปตามที่ทางภาครัฐต้องการ นี่คือปัญหาหลักๆที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เเละเมื่อปรับ 300 บาท แล้วภาระก็จะต้องมาตกอยู่กับผู้บริโภคที่ต้องรับสิ่งต่างๆที่แพงขึ้นมากนั้น
นายกฤษดาฯกล่าวว่า จริงๆต้องแยกว่า ถ้าผู้บริโภคได้ค่าแรงเท่าเดิม และราคาของแพงขึ้น ผู้บริโภคต้องรับภาระแน่ แต่ผู้บริโภคจริงๆถ้าได้ค่าแรงมากขึ้นประมาณ 30% แต่มีค่าของเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ตนถือว่าเป็นธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่ายในภารรับภาระ ซึ่งพอค่าแรงขึ้นทุกอย่างมันก็ขึ้นตาม อาหารการกินก็ขึ้นตาม แต่จริงๆแล้วตัวเศรษฐกิจมันก็จะใหญ่ขึ้น ถ้าภาพรวมแล้วมันจะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดีขึ้น โตขึ้น" นายกฤษดาฯกล่าว
ระนอง-อปท.ระนอง ร้องรัฐบาลใหม่คืนเงินอุดหนุน
วันเดียวกัน(23ก.ค.) นายนภา นทีทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง เปิดเผยว่าทาง อบจ.ระนอง รวมถึง อปท.ในจังหวัดระนอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น อปท.ขนาดเล็กไม่รายได้ไม่มาก ส่งผลให้เกิดปัญหาในการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นจำนวนมาก แต่พบว่า อปท.ในแต่ละท้องถิ่นซึ่งเป็นหน้าด่านแรกที่จะเข้าไปดำเนินการกลับไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดขัดปัญหาขาดงบประมาณ หรือมีงบประมาณไม่เพียงพอ
โดยที่ผ่านมา อปท.ในเขตพื้นที่ จ.ระนองแก้ไขปัญหาด้วยการขอความช่วยเหลือมายัง อบจ.เพื่อให้เข้าไปช่วยสนับสนุน หรือดำเนินโครงการในส่วนที่ อปท.ไม่สามารถดำเนินการได้
“ในส่วนของ อบจ.ระนองเป็น อปท.ขนาดเล็กเช่นกันมีรายได้ประมาณ 180 ล้านบาทต่อไป ในขณะที่มีงบประมาณในการพัฒนาแยกจากส่วนที่เป็นรายจ่ายประจำและงบผูกพันแล้วเหลือประมาณ 60-70 ล้านบาท เท่านั้นที่เป็นงบที่สามารถใช้ในการพัฒนาได้”นายนภา กล่าว
นายนภา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา อบจ.ระนองเคยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐปีละประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอในระดับหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยดำเนินการในหลายโครงการในการพัฒนาพื้นที่ จ.ระนอง แต่หลังจากที่งบดังกล่าวถูกตัดเมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายๆ โครงการยังไม่สามารถดำเนินการได้จนทุกวันนื้
ดังนั้นตนในฐานะองค์กรผู้นำในพื้นที่ ที่เห็นและรับทราบถึงสภาพปัญหาอยากเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการคืนเงินอุดหนุนให้กับ อปท.ทั่วประเทศ เนื่องจากเงินก้อนดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาพื้นที่”
นายฉัตรชัย ตั้งเซี้ย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง เปิดเผยว่า ในส่วนของอบต.บางแก้วมีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขคือปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านในพื้นที่กว่า 200 หลังคาเรือน จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 500 หลังคาเรือนที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า และประปา ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่พบว่าที่ผ่านมาการดำเนินการการแก้ปัญหาทำได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณ
“ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงชัน ประกอบกับการตั้งบ้านเรือนที่กระจัดกระจายทำให้ชาวบ้านในเขตพื้นที่ต.บางแก้วกว่า 200 หลังคาเรือนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้งที่อยู่ห่างจากตัวเมืองระนองเพียง 50 กม. ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานาน ที่ผ่านมาตนได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจ.ระนอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนแผงโซล่าเซลส์เข้ามาติดตั้งให้กับชาวบ้าน แต่ไม่ทั่วถึงได้เพียง 90 ครัวเรือน
โดยทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอ้างหมดงบประมาณ ส่วนการดำเนินการปักเสาไฟเข้าไปยังหมู่บ้านนั้นทำได้ยากและต้องใช้งบประมาณสูง ทั้ง อบต.และการไฟฟ้าต่างติดขัดปัญหาเรื่องงบประมาณจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก”นายฉัตรชัย กล่าว
สำหรับในเขตพื้นที่ ต.บางแก้ว จ.ระนอง ถือเป็นพื้นที่ที่มีผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญประกอบด้วยยางพารา,กาแฟและปาล์มน้ำมัน จากจำนวนผู้คนที่อยู่อาศัยมากถึง 4,000 คนในจำนวน 500 ครัวเรือน อีกปัญหาที่สำคัญไม่แพ้ปัญหาการไฟฟ้าคือการขาดแคลนระบบประปาชุมชน ขณะนี้ทาง อบต.กำลังเร่งแก้ปัญหาด้วยการจัดงบประมาณสร้างถังเก็บน้ำขึ้นในชุมชนต่างๆ
ซึ่งขณะนี้สามารถสร้างถังเก็บน้ำได้แล้วจำนวน 7 ถัง ใน 4 หมู่บ้าน แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งขณะนี้ถือเป็นโครงการความสำคัญอันดับ 1 ที่อบต.จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเนื่องจากปัญหาน้ำกินน้ำใช้ถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงชีวิต



