"MICRO BURST"ลมมรณะคว่ำฮ.!?
ประเด็นเรื่อง "สภาพอากาศ" ได้รับการคาดการณ์ว่า น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ ทั้งรุ่น "ฮิวอี้" และ "แบล็กฮอว์ก" ประสบอุบัติเหตุตกในจุดใกล้กันบริเวณชายแดนไทย-พม่า ด้าน จ.เพชรบุรี ส่งผลให้มีการสูญเสียสองครั้งซ้อนมากถึง 14 ชีวิต
ท่ามกลางการคาดคะเนไปต่างๆ นานาก็มีสมมติฐานว่า สภาพอากาศที่ทำให้ฮ.ตก อาจไม่ใช่แค่เมฆหมอกที่หนาทึบมองไม่เห็นสภาพภูมิประเทศเท่านั้น แต่ "กระแสลม" ที่พัดหมุนอย่างรุนแรงบริเวณร่องเขาสูงชันบริเวณนั้นอาจเป็นต้นเหตุที่แท้จริง
ในอุบัติเหตุการบินพลเรือนเรามักได้ยินศัพท์คำว่า WIND SHEER หรือ "ลมพัดขวาง" หรือ "ลมเฉือน" สนามบินที่ทำให้เครื่องบินโดยสารประสบอุบัติเหตุขณะร่อนลงรันเวย์อยู่บ่อยครั้ง
แต่ในอุบัติเหตุกลางหุบเขาสูงชันครั้งนี้มีการพูดถึงกระแสลมที่เรียกว่า MICRO BURST ซึ่งมีคำอธิบายว่า เป็นลมที่เกิดหลังจากฝนฟ้าคะนองอันเกิดจากความเย็นที่พุ่งลงมาจากใต้ฐานเมฆมาปะทะกับลมร้อนที่พัดจากภาคพื้นจนทำให้เกิดลมหมุนอย่างรุนแรง
แรงถึงขนาดถอนรากต้นไม้ใหญ่ได้ง่ายๆ และแรงถึงขนาดที่กระชากฮ.จนหล่นลงพื้นได้เช่นกัน !?!?
อย่างไรก็ตาม อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์รายหนึ่ง ให้ความรู้กับ "คม ชัด ลึก" ว่า เท่าที่เคยเรียนการบินมายังไม่เคยได้ยินศัพท์คำดังกล่าวมาก่อน แต่เชื่อว่าถึงจะมีก็น่าจะเป็นลมที่พัดขึ้น-ลงตามร่องเขาธรรมดา ซึ่งไม่น่าจะมีความรุนแรงถึงขนาดถอนรากต้นไม้ใหญ่ได้
อดีตนักบินฮ.รายนี้ กล่าวว่า ศัพท์ดังกล่าวอาจจะเป็นศัพท์ทางอุตุนิยมวิทยาที่นักอุตุนิยมวิทยาเรียนรู้มาโดยเฉพาะก็เป็นได้ แต่สำหรับนักบินฮ.จะรู้จักลมอีก 2 ประเภทที่เป็นลมปกติที่พัดอยู่ตามหุบเขาสูงชันมากกว่า คือ
1.UP DRAFT หรือ "ลมหอบ" ซึ่งเป็นกระแสลมที่พัดจากล่างขึ้นบน และหากฮ.บินผ่านเข้าไปก็จะถูกแรงลมหอบยกขึ้นไป และ 2. DOWN DRAFTหรือ "ลมกด" ซึ่งพัดในทิศตรงกันข้าม คือ จากบนลงล่าง และหากฮ.บินผ่านเข้าไปก็จะถูกแรงลมกดลงมา
"เวลาที่จะบินเข้าไปในร่องเขาจะต้องบินอยู่ตรงกลางเพื่อไม่ให้ถูกลมทั้ง 2 ประเภทพัดจนเสียหลัก แต่ปกติถ้าไม่จำเป็นคงไม่มีใครบินเข้าไปในร่องเขาอยู่แล้ว ซึ่งลมหอบ และลมกด ถ้าเป็นภูเขาที่ไม่สูงชัน และไม่สลับซับซ้อนมากนักจะไม่น่ากลัว แต่ถ้าเป็นหุบเขาสูงชัน และสลับซับซ้อน ลมจะแปรปรวนมาก เพราะในขณะที่ลมหอบยกเอาฮ.ยกขึ้นไปบนยอดเขา กระแสมลมอีกด้านก็จะกดฮ.ลงไปอีก และบางร่องเขาจะมีกระแสลมทั้ง 2 ประเภท พัดวนอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อการบินอย่างมาก"
อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่เชื่อว่า กระแสลมจะเป็นสาเหตุหลักที่แบล็กฮอว์กตก แต่น่าจะเกิดจากนักบิน "มองไม่เห็น" เพราะสภาพอากาศปิดมากกว่า โดยรูปแบบการตกอาจเป็นไปได้ทั้ง 1.ชนภูเขาเต็มแรง หรือ 2.เกี่ยวกับยอดไม้ทำให้เครื่องร่วงลงมากระแทกพื้น
ขณะที่อดีตนักบินฮ.อีกรายก็มองตรงกันว่า กระแสลมไม่น่าจะใช่สาเหตุหลักที่แบล็กฮอว์กตกในครั้งนี้ แต่น่าจะเกิดจากการมองไม่เห็นภูมิประเทศรอบข้าง เนื่องจากมีเมฆหมอกหนาทึบมากกว่า
อดีตนักบินฮ.รายนี้เชื่อว่า รูปแบบการตกของฮ.น่าจะเกิดขึ้นขณะที่ฮ.ตีวงเลี้ยวเพื่อเตรียมที่จะลง เพราะนักบินน่าจะเห็นจุดลงแล้ว แต่อากาศเกิดปิดกะทันหันทำให้นักบินพยายามตีวงเลี้ยวกลับ แต่เลี้ยวไม่ทันทำให้พุ่งชนภูเขาอย่างเต็มแรง
สิ่งที่ทำให้เขาค่อนข้างมั่นใจในสมมติฐานดังกล่าวคือ แหล่งข่าววงในที่ระบุว่า ป่าบริเวณจุดตกราบไปเป็นระยะทางกว่า 100 เมตร ขณะที่ตัวเครื่องก็แทบจะแหลกละเอียดไปเลย
แต่ที่เครื่องไม่ระเบิดนั้นน่าจะมาจาก "ถังน้ำมัน" ของแบล็กฮอว์กที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ทั้งการเลือกใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงสานกันเหมือนการสานไม้ไผ่ ประกอบเป็นตัวถัง 2 ชั้น มีของเหลวบรรจุอยู่ภายใน
เมื่อถังน้ำมันถูกกระแทกจนพังเสียหาย ของเหลวที่อยู่ระหว่างชั้นของถังน้ำมันจะแตกออก และทำให้ "น้ำมัน" จับตัวแข็งเป็นก้อน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องไม่ระเบิดออก เพราะไม่มีน้ำมันรั่วออกมาทำปฏิกิริยากับประกายไฟนั่นเอง
ส่วนทฤษฎีเรื่อง MICRO BURST นั้น เขาระบุว่า MICRO BURST ก็เป็นลมที่มีลักษณะคล้ายกับ UP DRAFT และ DOWN DRAFT ซึ่งเป็นลมที่พัดวนอยู่ตามร่องเขา แต่ไม่น่าจะมีความรุนแรงถึงขนาดกระชากรากต้นไม้ใหญ่ออกมาได้
"ผมว่าถ้ามันรุนแรงขนาดนั้น น่าจะเป็นพายุทอร์นาโดมากกว่า ซึ่งเมืองไทยไม่มีรูปแบบพายุหมุนที่รุนแรงขนาดนั้น ส่วนสาเหตุที่ฮ.ตก ผมยังเชื่อว่าน่าจะเกิดจากสภาพอากาศที่ปิด และการใช้งานฮ.ผิดประเภท" อดีตนักบินฮ.กล่าวทิ้งท้าย
ทีมข่าวความมั่นคง



