ข่าว

ปฏิบัติการกู้วิกฤติทูน่าครีบน้ำเงิน

ปฏิบัติการกู้วิกฤติทูน่าครีบน้ำเงิน

23 ก.ค. 2554

ตามท่าเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทูน่าครีบน้ำเงิน คือปลาที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีพของประชาชนทั่วภูมิภาคมานานหลายร้อยปี แต่การประมงที่ขยายตัวออกไปมากมาย ทำให้ประชากรปลาที่โตเต็มวัยลดลงมากถึงร้อยละ 80 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    ทูน่าครีบน้ำเงิน มีถิ่นหากินแถบตะวันตกและตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลโดยรอบ แต่การจับส่วนมากอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ความต้องการปลายังคงมีสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนมากมาจากความต้องการในญี่ปุ่น โดยราคาของทูน่าครีบน้ำเงินในตลาดปลาโตเกียวสูงถึงกิโลกรัมละ 990 บาท และปลาตัวหนึ่งซึ่งหนัก 342 กิโลกรัม เคยถูกประมูลไปด้วยราคาถึง 11 ล้านบาท

      เพื่อแก้ปัญหา สหภาพยุโรปจึงได้กำหนดโควตาการจับปลาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแอตแลนติกตะวันออกให้เหลือ 11,400 ตันสำหรับปีนี้ ลดลงจาก 13,500 ตันเมื่อปีก่อน และตั้งแต่ต้นปี 2551 ที่ผ่านมา องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ของสหประชาชาติ ได้เริ่มทำโครงการติดตามทูน่าครีบน้ำเงินโดยการสนับสนุนของมูลนิธิเจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งโมนาโก โดยมีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลรูปแบบการอพยพของปลา

      โครงการนี้จะมีการจับปลาขึ้นมา เพื่อติดอุปกรณ์ติดตามที่จะทำหน้าที่บันทึกความลึก อุณหภูมิ และข้อมูลอื่นๆ

        อุปกรณ์ที่ใช้มี 2 แบบ โดยแบบแรกเป็นแบบฝังในตัวปลามัน และจะยังคงฝังอยู่ในตัวปลา จนกว่ามันจะถูกชาวประมงจับขึ้นมา ผู้ที่พบอุปกรณ์ตัวนี้จะได้รับเงิน 500 ยูโร หากนำมันมาให้เจ้าหน้าที่ของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ส่วนอุปกรณ์อีกแบบ ได้รับการออกแบบมาให้สามารถปลดตัวเองออกจากตัวปลาได้โดยติดไว้ที่ครีบ เมื่อมันโตเต็มที่ และเมื่อมันลอยขึ้นมาถึงผิวน้ำ ก็จะส่งข้อมูลกลับมาผ่านระบบดาวเทียม

        อุปกรณ์แบบฝังราคาตัวละ 6.6 หมื่นบาท ส่วนอุปกรณ์แบบติดครีบตัวละ 9 หมื่นบาท สำหรับการฝังอุปกรณ์ในท้องปลาและเย็บแผล ต้องทำในเวลาไม่เกินนาทีครึ่งนับตั้งแต่จับปลามาได้ ไม่เช่นนั้นปลาอาจตายได้ ส่วนการเลือกติดอุปกรณ์ชนิดใด ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปลาเป็นหลัก
        นอกจากนั้น ทางดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟยังเรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกมาตรการห้ามจับปลาทูน่าครีบน้ำเงินเป็นการชั่วคราว เพราะมีการละเมิดโควตาการจับปลาถึงราวร้อยละ 50 และปริมาณปลาที่ถูกจับจริงคือประมาณ 5 หมื่นตัน