
วิมานชานเมืองของ"ป้อม"วิภารดี ภูวนาถนรานุบาล
คอลัมน์ไฮฮอตประจำวันเสาร์ที่23ก.ค.2554
เมื่อบรรดาตึกสูงผุดขึ้นกลางกรุงราวดอกเห็ด ความแออัด มลพิษ และการขาดความเป็นส่วนตัว กลายเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้คนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง เช่นเดียวกับอดีตเจ้าแม่บิวตี้วัย 60 เศษอย่าง "ป้อม" วิภารดี ภูวนาถนรานุบาล ที่ต้องผจญกับปัญหาดังกล่าวจนไม่สามารถทนอยู่ในสภาวะที่อึดอัดเช่นนั้นได้อีกต่อไป เป็นที่มาให้เธอและสามีคู่ทุกข์คู่ยากที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานเกือบ 30 ปี "ด้วง" ปรารภ โมกขะเวส ตัดสินใจย้ายเคหสถานจากใจกลางกรุง ย่านสุขุมวิท มาสูดอากาศบริสุทธิ์แถบชานเมือง ภายในหมู่บ้านหรูธาราเทวา ย่านบางขุนเทียน
สาเหตุที่เลือกย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่
เมื่อก่อนครอบครัวเราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงมาตลอด คือบ้านพี่จะอยู่ในซอยสุขุมวิท 49 แต่พักหลังมานี้มีคอนโดผุดขึ้นรอบด้าน นี่แค่ระหว่างการก่อสร้าง ปัญหาในการจอดรถในซอยก็แออัดมากแล้ว ทำให้พี่คิดไปถึงอนาคตว่า ถ้าคอนโดเหล่านี้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วมีคนเข้าอยู่ ก็จะทำให้เราขาดความเป็นส่วนตัว บวกกับขณะที่มีการก่อสร้างจะเกิดฝุ่นละอองที่เป็นมลพิษ จนทำพี่ให้ปวดหัวไมเกรนมากจนบางวันแทบลุกจากที่นอนไม่ไหว แถมอาการจามอย่างไม่ทราบสาเหตุยังมาเยือนอยู่บ่อยครั้ง พอไปพบคุณหมอจึงทราบว่าเราเริ่มจะมีอาการของโรคภูมิแพ้ เลยเป็นที่มาให้คิดที่จะย้ายที่อยู่ พอดีว่ามีที่ดินราว 2 ไร่ ซื้อไว้นานแล้วอยู่แถวบางขุนเทียน ซึ่งอากาศน่าจะดีกว่าแถวสุขุมวิทมาก หลังจากปรึกษากับครอบครัว จึงตกลงใจจะปลูกบ้านที่นี่
ออกแบบบ้าน และดูแลตกแต่งเองทุกขั้นตอน
พี่และสามีคิดจะใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านหลังนี้ เราจึงตกลงกันว่าจะออกแบบตามที่เราชอบและสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง พี่เห็นหลายคนทิ้งภาระการออกแบบให้เป็นหน้าที่ของสถาปนิก ซึ่งอาจจะออกแบบมาสวยงามแต่บางส่วนกลับไม่สามารถใช้งานได้จริง พี่มองว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรา เราเป็นคนอยู่ เราจะรู้ว่าตั้งแต่เช้าที่ตื่นมาจนถึงเวลาเข้านอน เราใช้ชีวิตอย่างไรและควรออกแบบอย่างไรให้เหมาะแก่การใช้สอย ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนอยู่อย่างเราแน่นอน บางครั้งพี่บอกแบบที่ต้องการไปแต่สถาปนิกเขียนมาคนละอย่างกับที่เราต้องการ ก็ต้องแก้ไขกันไปจนที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์ออกมาอย่างที่เห็นนี่ล่ะ จะเหลือก็แต่การตกแต่งภายในที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
สไตล์การออกแบบและตกแต่ง
ด้วยความที่พี่และสามีอายุเยอะแล้วไม่อยากต้องเดินขึ้นลงบันได จึงเลือกออกแบบบ้านให้เป็นชั้นเดียวสไตล์กึ่งโคโลเนียล เพื่อให้เข้ากับบ้านหลังอื่นๆ ในหมู่บ้าน พื้นยกสูงนิดหน่อย ส่วนหลังคาออกแบบให้สูงโปร่งเพื่อให้มีลมผ่านเข้า-ออกได้สะดวก เพื่อให้ในตัวบ้านเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ส่วนการตกแต่งภายในบ้านจะแบ่งเป็นห้องต่างๆ อย่างห้องแรกที่เดินเข้ามาจะเป็นห้องโถงเอาไว้นั่งคุยสำหรับแขกที่แวะเวียนมาไม่นาน คุยแบบไม่เป็นทางการมากนัก โดยเลือกใช้เก้าอี้หวายและเก้าอี้บุลายแนวซาฟารี โดยเน้นไปที่ลายเสือและม้า เพราะพี่เกิดปีเสือส่วนสามีเกิดปีม้าจึงเลือก 2 ลายนี้เป็นลายหลักๆ ในการตกแต่ง และที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นจะเป็นภาพวาดสีน้ำรูปดอกไม้ซึ่งเป็นฝีมือพี่เองทั้งหมด ก็ยังมีแจกันดอกไม้สดตามฤดูกาลฝีมือพี่อีกเช่นกัน
ถัดเข้ามาเป็นห้องรับแขกที่ดูเป็นทางการขึ้น โดยเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นนำมาจากบ้านหลังเก่าหรือบางชิ้นซื้อไว้นานแล้วแต่เพิ่งมีโอกาสนำออกมาใช้ อย่างแผ่นไม้แกะสลักที่ติดบนฝาผนังเป็นไม้แกะสลักจากพม่าซึ่งเดิมเคยอยู่ในบ้านของเศรษฐีพม่า อีกชิ้นเป็นภาพเขียนที่มีลายละเอียดมากๆ ฝีมือขององค์ลามะที่รองจากองค์ทะไลลามะ ส่วนตู้ที่วางอยู่ตรงมุมห้องเป็นตู้โชว์ไม้จากอังกฤษ ด้านบนเป็นรูปเสือกับม้าซึ่งบังเอิญตรงกับปีเกิดของพี่และสามีพอดี ส่วนที่สำคัญมากอีกชิ้นหนึ่งในห้องนี้คือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อายุกว่า 100 ปี ชิ้นนี้พี่เอามาจากบ้านเก่าอัดกรอบสุญญากาศไว้อย่างดี แต่พอเอามาติดบ้านนี้ด้วยความที่เพดานสูงกรอบเดิมจึงไม่เหมาะนัก พี่เลยให้ช่างมาเพิ่มและทำสีให้ใกล้เคียงกับกรอบเดิม
ส่วนด้านข้างเป็นห้องทำงานของคุณปรารภ ตรงมุมห้องทั้ง 2 ด้านจะมีตู้โชว์ไม้ขนาดสูงกว่าปกติ แต่พอเอามาไว้ในห้องที่มีเพดานสูงโปร่งมันจะลงตัวกันได้พอดิบพอดี ส่วนอีกฝากหนึ่งของบ้านเป็นห้องกินข้าวทั้งยังใช้เป็นห้องประชุมด้วยในตัว ห้องนี้พี่ตั้งใจแต่งให้เป็นโทนสีขาวเพื่อให้ห้องดูซอฟต์ลง โดยนำภาพวาดดอกไม้ของศิลปินชื่อดัง และแจกันแก้วสั่งทำจากอิตาลีประดับประดาทั่วห้อง เวลาที่มีการประชุมเครียดๆ มองไปรอบห้องจะได้ดูผ่อนคลายลงเสมือนกำลังนั่งอยู่ในสวนดอกไม้
แยกโซนด้านหน้าและด้านในเป็นสัดส่วนชัดเจน
ถัดเข้ามาที่โซนด้านในห้องแรกจะเป็นห้องนั่งดูโทรทัศน์ คนที่เข้ามาในห้องนี้มักจะสะดุดตากับภาพสีน้ำมันรูปดอกกุหลาบขนาดใหญ่ที่ฝาหนังกลางห้อง รายรอบด้วยภาพทิวทัศน์อีกนับสิบฝีมือพี่อีกตามเคย ติดกับห้องนั่งเล่นเป็นห้องนอนที่ดูจะออกแนวซาฟารีด้วยผ้าม่านและผ้าห่มลายเสือและลายม้า ติดกันเป็นห้องแต่งตัวหรือบางครั้งก็จะใช้เป็นห้องกินข้าวด้วย ถัดมาเป็นมุมวาดภาพซึ่งถ้าวันไหนไม่มีงานต้องออกไปข้างนอก พี่ก็จะใช้เวลาขลุกตัวอยู่ที่นี่ สำหรับพี่การวาดภาพช่วยให้เรามีสมาธิ เพราะพี่เป็นคนไม่นั่งสมาธิแต่จะอาศัยการวาดภาพนี่แหละช่วยสร้างสมาธิแทน ส่วนห้องด้านในสุดเป็นห้องพระ ทุกวันก่อนอาหารกลางวันพี่มักจะเข้ามานั่งสวดมนต์ในห้องนี้
โดยรอบบ้านจัดแต่งอย่างไร
พี่เป็นคนชอบสวนโล่งๆ กว้างๆ มีต้นไม้บ้างเพื่อให้ร่มเย็น ด้านหน้าบ้านทำเป็นบ่อน้ำพุเพราะมีความเชื่อว่าทุกอย่างจะไหลเวียนดีขึ้น ส่วนด้านข้างบ้านเป็นคลองมีเรือเครื่องผ่านวันละหลายรอบ หรือบางเวลามีเรือแจวผ่านไปมาสงบร่มรื่นมากทีเดียวบางครั้งพี่ยังเอาพรมออกมานั่งวาดรูปแถวนี้ ถัดจากคลองออกไปก็เป็นบ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้าน คือไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ธรรมชาติ ซึ่งมันทำให้ชีวิตเราสงบอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน อย่างช่วงเย็นก่อนกลับบ้านบางครั้งสามีพี่จะโทรบอกว่ากำลังจะกลับแล้วนะ พี่ก็จะออกมานั่งรอหน้าบ้าน กลับมาถึงก็จะนั่งคุยกันแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เราได้คุยกันมากขึ้นมีเวลาได้เจอกันมากขึ้น ไม่เหมือนตอนที่อยู่บ้านเก่าพอกลับถึงบ้านทุกคนก็เหนื่อยกับการเดินทางก็อยากแต่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ไม่ได้มีเวลามานั่งคุยกันเหมือนกับตอนนี้ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เงินทองไม่สามารถซื้อหาได้จริงๆ
นี่ล่ะค่ะ...บ้านหลังสวยที่ "ป้อม" แสนจะภูมิใจ และจนถึงวันนี้เธอยังบอกว่าตกแต่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยซ้ำ



