
โฟกัสนโยบาย"พลังชล"มุมมองจากพื้นที่
ชัยชนะทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี 6 ใน 8 เขต ที่เกิดขึ้นกับพรรคพลังชล พรรคการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากกลุ่มการเมืองที่เคยมีบทบาทในอดีต ได้สร้างความคึกคักให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่ว่าพรรคพลังชล
คือพรรคการเมืองที่ชูภาพของการเป็นพรรคการเมือง ที่ต้องการสร้างโอกาสของการพัฒนาให้แก่ภาคตะวันออก ดังนั้นการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคพลังชล จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงนโยบายของพรรคให้ไปสู่การปฏิบัติ
นโยบายที่พรรคพลังชลประกาศเป็ยยุทธศาสตร์คือ ไทยสมดุล 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2.ด้านการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม 3.ด้านสังคม การศึกษา สาธารณสุข และคุณภาพชีวิต 4.ด้านเศรษฐกิจไทยสมดุล 5.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค และ 6.ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม
โดยในส่วนนโยบายในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ยังรวมไปถึงการขับเคลื่อนให้พื้นที่ชลบุรีและเมืองพัทยายกฐานะสู่เมืองเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
แนวทางของพรรคที่วางเอาไว้ อาทิ สร้างนิคมเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย 8 แห่ง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระตุ้นการลงทุน สร้างรายได้กระจายสู่ชุมชน สร้างศูนย์รวมการตลาดและฐานการผลิตร่วมการจ้างงานการนำเข้า-ส่งออกวัตถุดิบ สินค้าและบริการสู่ผู้บริโภค 600 ล้านคน ภายในปี 2558 และกว่า 3,200 ล้านคนในอนาคต สร้างเมืองเศรษฐกิจพิเศษเพื่อธุรกิจและการลงทุนแห่งอาเซียน ให้เป็นศูนย์กลางสำนักงานบริการภาครัฐและเอกชน กิจกรรมและการติดต่อธุรกิจ จับกลุ่มคู่ค้าและการร่วมทุนการออกแบบและวิจัย การประกอบธุรกิจ การลงทุน การแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์การซื้อขาย และแลกเปลี่ยนสินค้า ตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อฝึกอบรมและพัฒนาทักษะฝีมือการจ้างงาน สำหรับผู้ประกอบการไทยและอาเซียน
ตั้งศูนย์แสดงสินค้า บริการ วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากชุมชน วิสาหกิจชุมชน (เอสเอ็มอี) ถาวรในระดับอาเซียน (ASEAN Permanent Trade Center) และศูนย์บริการข้อมูลการค้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน-โลก (AEC-World Gateway) ศูนย์กลางเชื่อมต่อเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ในเศรษฐกิจชุมชม ยังได้นำเสนอการตั้งองค์กรวิสาหกิจลงทุนร่วมกับชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชน ในรูปแบบบริษัทบริหารโดยชุมชน ทำการตลาดโดยตรงกับแหล่งรับซื้อผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยการระดมทุนผ่านสถาบันการเงิน สหกรณ์และกองทุนในการรับซื้อผลผลิตจ้างแปรรูป
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค มีการนำเสนอโครงข่ายศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง-อาเซียนเชื่อมโยง 6 ประเทศ (GMS-ASEAN GATEWAY) ด้วยการตั้งศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้า ถนน ระบบรถราง และท่าเรือ ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง เพื่อสนับสนุนการขนถ่าย ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าวัตถุดิบ เชื้อเพลิงและสินค้าภาคเกษตร และอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ จากแหลมฉบัง-สัตหีบ-อู่ตะเภา-ระยอง และขยายเส้นทางรถไฟจากระยอง-จันทบุรี-ตราด ซึ่งเป็นชายแดนไทย-กัมพูชา
การขับเคลื่อนเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลางเจรจาการค้าอาเซียนและศูนย์กลางท่องเที่ยวอาเซียน จะมีการขยายสนามบินอู่ตะเภา-พัทยา เพื่อเป็นประตูสู่การเดินทางท่องเที่ยวภูมิภาคและสนับสนุน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ให้เป็นศูนย์โลจิสติกส์ร่วมทางอากาศ ทางน้ำ ทางถนน และทางรางของภูมิภาค โดยเร่งผลักดันให้สร้างท่าเรือเพื่อการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำ จากอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ตราด จันทบุรี ระยอง (สัตหีบ พัทยา และศรีราชา :ชลบุรี) เชื่อมต่ออ่าวไทยไปยังฝั่งตะวันตกที่ ชะอำ (เพชรบุรี) หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และสงขลา เพื่อเพิ่มระยะทางขนส่งให้ทั่วประเทศ ด้วยการปรับขนาดรางรถไฟให้เชื่อมต่อกับนานาประเทศ
ในด้านนโยบายการเกษตรและอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม พรรคพลังชลยังได้นำเสนอ "เกษตรกรรมดี อุตสาหกรรมดี สิ่งแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตที่ดี" ของคนในชุมชนและท้องถิ่น สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้ง "สมาพันธ์เอสเอ็มอี" เพราะคือพื้นฐานที่จะสร้างโอกาสสู่ "สภาเอสเอ็มอีแห่งประเทศไทย" ส่วนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับเอสเอ็มอี ได้แก่ การสร้างมาตรฐานการผลิตและจัดจำหน่ายที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อสร้างขีดความสามารถและการยอมรับในสินค้าและบริการตามหลักสากล
"สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นก็คือ การผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์ หรือระบบการขนส่งให้มีความรวดเร็ว และประหยัดต้นทุน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ส่วนนโยบายอื่นๆ นั้นคาดว่าอาจจะต้องนำไปปรับให้เข้ากับนโยบายของพรรคที่เป็นแกนนำหลักที่เป็นรัฐบาล ซึ่งหากนโยบายอันไหนตรงกันก็คาดว่าจะได้รับการพิจารณา นำกลับมาพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้" สุนทร ธัญญวัฒนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี ให้ความเห็น
ขณะที่ จำรูญ วิศวชัยพันธ์ ประธานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า การที่พรรคพลังชลได้เข้าร่วมรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้ผลักดันนโยบายการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะเมืองพัทยา จะได้ยกระดับสู่การเป็นเมืองที่น่าเที่ยว และน่าอยู่ในระดับโลก
"ผมอยากเห็นในเรื่องการฟื้นฟูและท่องเที่ยวเมืองพัทยาให้ดีขึ้น พร้อมทั้งให้เน้นในเรื่องการทำประชาสัมพันธ์ในการด้านตลาดให้เข้มข้นมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการพัฒนาสาธารณูประโภคขอให้เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เพื่อที่จะรองรับการเติมของการท่องเที่ยวในอนาคต ส่วนนโยบายเรื่องการผลักดันมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นับเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งหากเมืองพัทยามีสถาบันในการเพิ่มพูนทักษะด้านวิชาชีพ โดยเฉพาะความรู้เรื่องด้านการท่องเที่ยว ก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวของเมืองพัทยาให้มีความเป็นสากล" จำรูญกล่าว
ด้าน วิวัฒน์ พัฒนสิน นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า ปัญหาที่ท้าทายในขณะนี้คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันนั้นมีอาชญากรรมเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้
ขณะที่ เปรมฤดี จิตติวุฒิการ ประธานชมรมร้านอาหารเมืองพัทยา เสนอให้เห็นความสำคัญในเรื่องการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนที่ไม่เป็นมลพิษกับแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น
นี่คือภาพของความคาดหวังหรือเสียงสะท้อน ที่มีไปถึงพรรคการเมืองที่สร้างตัวเองจากพรรคประจำจังหวัด กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาล
คัมภีร์ อาบสุวรรณ์
ศุภกร อรรคนันท์



