
"ท่าเรือโมเดล"โรงพักCSRยั่งยืน...เพื่อประชาชนที่รัก
หลังจาก สน.ท่าเรือ "โมดิฟาย" โรงพักขึ้นมาใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ดูมีชีวิตชีวาและความสดชื่น ปรับระบบบริหารจัดการภายในเสียเอี่ยมอ่อง รวมถึงการปรับทัศนคติการทำงานของตำรวจทั้งโรงพัก
ด้วยกุศโลบายแข่งขันกัน "ทำบุญ" เพื่อ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" แก่ประชาชนที่รักของพวกเขา ส่งผลให้ สน.ท่าเรือ ที่เคยติดอันดับรั้งท้ายในโครงการ "พัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน" สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขยับขึ้นมาโค่นแชมป์ 3 สมัย อย่าง "สน.บุคคโล" คว้าตำแหน่งโรงพักยอดเยี่ยมในปีนี้
คุณูปการทั้งปวงของการบุกเบิกปรับโฉมโรงพักแห่งนี้ เกิดจากความไว้วางใจของ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. มอบหมายให้ พ.ต.อ.ดร.จักษ์ จิตตธรรม ผู้กำกับหนุ่มใจบุญ มาเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้โรงพักธรรมดาๆ กลายเป็นเสมือน "นิติบุคคล" มีรูปแบบบริหารจัดการแบบใหม่ เพื่อหวังจะยืนได้ด้วย "ลำแข้งของตัวเอง" โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรในรูปแบบการทำงานแบบ "CSR" หรือ "บรรษัทบริบาล" หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขของสังคมเป็นหลัก
ภายใต้ทฤษฎี "ท่าเรือโมเดล" ด้วยความร่วมมือจากภาคประชาชน องค์กรภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชน ร่วมกันบริหารแบบมีส่วนร่วม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ให้ "สน.ท่าเรือ" เป็นผู้บริหารกิจการที่ดี ขับเคลื่อนการดำเนินตามโครงการด้านต่างๆ อาทิ ด้านการบริการทั่วไป ด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านการควบคุมและการจัดการจราจร และด้านการบริหารและพัฒนาบุคคล
ด้วยหลักการบริการดุจญาติ พิทักษ์ราษฎร์ดุจครอบครัว มีกิริยาวาจาสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมใจช่วยเหลือ ไม่อยู่เหนือกฎหมาย ขยายบริการ ทำงานว่องไว ใส่ใจประชาชน และมีสัญญากับประชาชนว่าจะปฏิบัติตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน ทั้งนี้ โครงการต่างๆ ที่ สน.ท่าเรือได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ โครงการพาลูกเที่ยว สน.ท่าเรือ เพื่อเสริมประสบการณ์นอกบ้านให้ลูกๆ ให้รู้สึกดีๆ ที่พ่อแม่ทำงานช่วยเหลือประชาชน และภาคภูมิใจที่มีพ่อหรือแม่ "มีอาชีพตำรวจ"
โครงการศูนย์บริการประชาชน (One Stop Service) แถม WiFi ให้ใช้ฟรี, โครงการ "SMS & MMS เตือนภัยแจ้งจับโจร" เพื่อสร้างเครือข่ายพลังการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงโครงการตำรวจนำการศึกษาพัฒนาชุมชน เพื่อป้องกันยาเสพติดและอาชญากรรม ให้เด็กด้อยโอกาสมีโอากาสได้เรียน ฝึกทักษะอาชีพ ซึ่งเด็กๆ สามารถทำงานเป็นเด็กปั๊ม ปตท. เจ้าของร้านกาแฟ ช่างตัดผม อาสาสมัครตำรวจ เป็นสายให้แก่ตำรวจ รวมถึงสายด่วนท่าเรือ ที่รวดเร็วฉับไวกว่าโทรศัพท์แจ้ง 191 ตลอดจน "อิ่มกับพระ" ซึ่งใช้เป็นโครงการลงโทษอย่างสันติวิธี กรณีตำรวจผิดวินัยเล็กน้อยๆ โดยไม่ต้องถูก "กักยาม" หรือ "กักขัง" แต่จะให้ไปเป็น "ตำรวจวัด" ช่วยเหลือพระที่ออกบิณฑบาตในตอนเช้าแทน
ส่วนผู้มาเยือนโรงพักเพราะ"หลงผิด" เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องขัง สน.ท่าเรือ ก็ยังมีมุมให้สงบจิตใจ ในโครงการ "ห้องสมุดผู้ต้องหา" เพราะถือว่า "ห้องสมุด" เป็นแหล่งปัญญาสร้างคนให้เป็นคน เพื่อเพิ่มศักยภาพเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ผู้หลงผิดให้ดีขึ้น ด้วยความหวังว่า "ท่ามกลางความมืดมิด ยังมีแสงสว่างที่เป็นประกายของความหวัง อย่างน้อยแสงสว่างนั้น แม้เท่าหัวไม้ขีดก็ยังสร้างพลังใจให้อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมาเป็นคนดีคืนสู่สังคมอย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง"
ทั้งนี้ โครงการต่างๆ เหล่านี้ได้รับแรงทุนสนับสนุนจากภาคีร่วม "CSR" ได้แก่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย, การท่าเรือแห่งประเทศไทย, บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย, กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ 191, กระทรวงศึกษาธิการ นั่นเอง
"สน.ท่าเรือ มีการปรับปรุงพัฒนาทุกด้าน เพื่อหวังให้ประชาชนพ้นทุกข์ แต่ปัญหาการทำงานส่วนใหญ่ คนจะมองถึงบุคลากร งบประมาณ แต่แนวคิดของผมขอบริหารแบบ CSR ด้วยการใช้ทักษะความคิดรวบยอด และได้รับความช่วยเหลือจากพาสเนอร์ ขับเคลื่อนให้องค์กรเดินหน้า เพื่อบริหารจัดการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ เพื่อภารกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขในรูปแบบใหม่ เป้าหมายสูงสุดของการบริหารงานตาม "ท่าเรือโมเดล" เราจะสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง เป้าหมายสูงสุด คือ เพิ่มเงินเดือนให้ตำรวจ เพิ่มกองกำลังประชาชน พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รายงานผลการปฏิบัติงานไปถึงมือพาสเนอร์ของเรา" พ.ต.อ.ดร.จักษ์ เผยถึงฝันที่ทุกๆ คนมีส่วนร่วมเติมฝันแบ่งปันให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้



