ข่าว

'ปู'เผยคนนั่งปธ.สภาฯเคยผ่านงาน

'ปู'เผยคนนั่งปธ.สภาฯเคยผ่านงาน

22 ก.ค. 2554

“ยิ่งลักษณ์” เผยมีชื่อ "ประธานสภาฯ" ในใจแล้ว เปรยสเปคต้องเป็นคนที่เคยผ่านสภามาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ชี้นโยบาย"พท."น่าเป็นห่วงมากถึง14โครงการ

          เวลา 09.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯว่า ขณะนี้มีในใจแล้ว แต่คงต้องไปพิจารณากับคณะกรรมการบริหารพรรคเสียก่อน  เพราะเป็นกลไกของพรรคที่ต้องผ่านคณะกรรมการบริหารพรรค  ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเรื่องทั้งหมดนั้นจบที่ประเทศไทย คณะกรรมการบริหารพรรคจะเป็นผู้สรุปทั้งหมด
 
          เมื่อถามว่าสามารถเปิดเผยคุณสมบัติได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญต้องเป็นผู้ที่ผ่านงานสภาฯมาแล้ว  มีความรู้ความเข้าใจ มีพื้นฐานที่จะเข้าใจในเรื่องของงานสภาฯ  วันนี้ยังคงเป็นแค่การมองๆ ยังไม่มีข้อสรุป  ต้องขอเวลาอีกนิด  และที่สำคัญที่สุดต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดยตรง
               
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ในพื้นที่และคนเสื้อแดงมีส่วนจะกดดันในการเลือกตัวประธานสภาฯหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่มีใครมากดดัน ทุกคนก็ให้อิสระกับคณะกรรมการ ทุกคนก็มีสิทธิเสนอได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการในการพิจารณา
               
          เมื่อถามว่าหลังจากรายงานตัวแล้วงานแรกที่จะดำเนินการคืออะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หน้าที่แรกในฐานะของ ส.ส. ก็ต้องร่วมทำงานกับพรรคในเรื่องนโยบาย  แต่คงต้องรอผลการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งหมดเสียก่อน
 
          เมื่อถามว่าขณะนี้ได้ทาบทามคนนอกเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และยังไม่มีอยู่ในใจว่าจะต้องกี่ตำแหน่ง เรื่องนี้กลไกของพรรคจะพิจารณา และมองหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ตราบใดผู้ที่จะมาทำงานมีความรู้ความสามารถที่ตรงและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้นั้น คือ ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม อย่างไรก็ตามสุดท้ายก็ต้องมาจบที่คณะกรรมการบริหารพรรคอยู่ดี

 

นักเศรษฐศาสตร์ชี้นโยบาย"พท."น่าเป็นห่วงมากถึง14โครงการ 

            กรุงเทพโพลล์นักเศรษฐศาสตร์รู้สึกเป็นห่วงและต้องการให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคิดให้รอบคอบใน 14 โครงการจาก 26 โครงการ พร้อมเสนอ 8 ประเด็นที่รัฐบาลต้องคำนึง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับรัฐบาลชุดใหม่ในการดำเนินนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน  การสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำเดือนนี้  ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) จึงได้ดำเนินการสำรวจเรื่อง “นโยบายที่หาเสียงไว้ของรัฐบาลชุดใหม่ กับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วง”  โดยสำรวจความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานด้านการวิเคราะห์ วิจัยเศรษฐกิจระดับชั้นนำของประเทศ 26 แห่ง จำนวน 62 คน พบว่า

             จากนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ 26 นโยบาย มีถึง 14 นโยบายที่ นักเศรษฐศาสตร์รู้สึกเป็นห่วง และอยากให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคิดให้รอบคอบก่อนดำเนินการ  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชนโดยตรง  ตรงข้ามกับนโยบายโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อมั่นว่าเป็นนโยบายที่ดีและต้องการให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ 

             ทั้งนี้ นโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่รู้สึกเป็นห่วงและต้องการให้คิดให้รอบคอบก่อนดำเนินการมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ  นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ภายใน 90 วัน (ร้อยละ 93.5)  , นโยบายแจกเครดิตการ์ดให้เกษตรกร เพื่อใช้ซื้อปัจจัยการผลิต  (ร้อยละ 80.6) , นโยบายแจกแท็บเลต พีซี ให้เด็กนักเรียน  (ร้อยละ 80.6) 

             ส่วนนโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อมั่นว่าดีและต้องการให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ 3 ลำดับแรก คือ นโยบายจัดให้มีศูนย์ฝึกในอาชีวศึกษาทุกแห่ง (ร้อยละ 93.5)  นโยบายขจัดยาเสพติดใน 12  เดือน (ร้อยละ 87.1) , นโยบายจัดให้มีอินเทอร์เน็ตฟรีในที่สาธารณะ (ร้อยละ 79.0)

 

"สรส."จี้ "พท."เร่งคลอดนโยบายปรับค่าแรง300บ.

           สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ได้ออกแถลการณ์ เรื่องภารกิจรัฐบาลใหม่โดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นไปตามความคาดหมายคือพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าการชนะการเลือกตั้งจนได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่ากึ่งหนึ่งปัจจัยความสำเร็จมาจากนโยบายการสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชนชั้นล่างของสังคม คือ นโยบายการปรับค่าจ้างทันที 300 บาทเท่ากันทั้งประเทศ และการปรับเงินเดือนปริญญาตรีแรกเข้าทำงานในอัตรา 15,000 บาทต่อเดือน

           สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งมีองค์กรสมาชิกที่เป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชนจำนวน 42 สหภาพและองค์กรแรงงานอื่น ๆ ได้เคลื่อนไหว ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลแต่ละยุคสมัยเสมอมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นล่าง สร้างโอกาสให้กับประเทศชาติและผู้คนในสังคมไม่ว่าจะเป็น กรรมกร ชาวนา คนสลัม คนจน คนด้อยโอกาสในสังคมทั้งหลาย ในประเด็นต่าง ๆ เช่น เรื่อง การควบคุมราคาสินค้า ราคาน้ำมัน การปฏิรูปที่ดินจำกัดการถือครองเพื่อกระจายที่ดิน ที่ทำกินให้กับประชน การจัดเก็บภาษี มรดก ที่ดิน หุ้น สินค้าฟุ่มเฟือย และภาษีสินทรัพย์ต่าง ๆ ในอัตราที่ก้าวหน้า ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น รวมทั้งการปรับค่าจ้างรองรับกับการดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งประเด็นที่กล่าวมา คือ ปัจจัยหลักแห่งความขัดแย้งทั้งปวงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งก่อนหน้านี้ ปัจจุบัน และรวมถึงอนาคตหากยังไม่ได้รับการใส่ใจและแก้ไขอย่างจริงจังของผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาล

           ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่ในการบริหารประเทศแม้ไม่มีพรรคอื่นร่วมก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียวได้ ดังนั้น นโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสาธารณชนจนได้รับเสียงข้างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำทันทีโดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน คือ

           1. การปรับค่าจ้างขั้นต่ำราคาเดียวเท่ากันทั้งประเทศในอัตรา 300 บาท แม้ว่าก่อนหน้านี้ในปี 2552 สรส. และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้ทำแบบสำรวจแก่คนงานนับพันชุดเพื่อสำรวจค่าใช้จ่ายรายวัน และรายเดือน โดยเฉลี่ยออกเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน ๆ ละ 421 บาทเท่ากันทั้งประเทศ ซึ่งก็ได้รับเสียงคัดค้านจากคนกลุ่มเดิม เหตุผลเดิม ๆ ที่ออกมาคัดค้านพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ ดังนั้น การประกาศนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการปรับค่าจ้าง 300 บาทเท่ากันทั้งประเทศ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นไปตามที่ สรส. และ คสรท. เสนอ คือ 421 บาท แต่ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ควรสนับสนุนและต้องครอบคลุมลูกจ้างทุกคนไม่ว่าแรงงานไทยหรือแรงงานข้ามชาติ พรรคเพื่อไทยต้องแสดงความกล้าหาญปฏิบัติการในทันทีตามที่ประกาศไว้ เพราะมิฉะนั้นอาจจะเป็นปมประเด็นทางกฎหมายต่อไป

           2.  การปรับเงินเดือนให้แก่ผู้แรกเข้าทำงานในระดับปริญญาตรีในอัตรา 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำแต่ก็อย่าปรับแค่ปริญญาตรีเพียงอย่างเดียว ซึ่งการปรับขึ้นเงินเดือนควรทำทั้งระบบ ตามวุฒิการศึกษา ตั้งแต่ประถม มัธยม การศึกษาวิชาชีพ อนุปริญญา ปริญญาตรี โท เอก ทั้งแรกเข้าและทำงานอยู่ก่อน ทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน รวมทั้งกลุ่มอาชีพต่าง ๆ รัฐบาลใหม่ควรสร้างหลักประกันให้ทุกคนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ และการปรับค่าจ้างควรทำควบคู่กับการควบคุมราคาสินค้าด้วย

           พรรคเพื่อไทยไม่ควรลังเลใด ๆ ที่จะทำตามที่หาเสียงไว้ด้วยเหตุผล 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก เชื่อว่าก่อนที่จะมีการประกาศนโยบายหาเสียงออกไปพรรคเพื่อไทยคงได้มีการศึกษาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ และความเป็นจริงแล้ว จึงกล้าประกาศออกไป ประการที่ 2 พรรคเพื่อไทยมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเชี่ยวชาญและผ่านการเป็นรัฐบาลมาแล้วถึง 2 สมัย จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่กล่าวอ้างแล้วปฏิเสธที่จะไม่ทำ สรส. ขอสนับสนุนและให้พรรคเพื่อไทยทำในทันทีตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน

           ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมาตลอดระยะเวลา คือ การต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพราะบทเรียนจากการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง รวมทั้งการยุบเลิกองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ในช่วงปี 2545 - 49 สมัยพรรคไทยรักไทยในขณะนั้นเป็นรัฐบาลและคุณทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชนอย่างมาก  จนนำไปสู่การเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคมอย่างมาก และจากคำให้สัมภาษณ์ของคนระดับแกนนำของพรรคเพื่อไทยบางท่านว่าจะเดินหน้าแปรรูปรัฐวิสาหกิจ สรส. มีความรู้สึกกังวลและหวังว่าพรรคเพื่อไทยคงไม่ทำในสิ่งผิดพลาดอีก