ข่าว

บอลไทยลีกวุ่นซ้ำเตะไปแก้กฎไป

บอลไทยลีกวุ่นซ้ำเตะไปแก้กฎไป

22 ก.ค. 2554

ไทยพรีเมียร์ลีก เตะไปแก้ไปอีกแล้ว ลบระบบใบเหลือง 3 ใบพัก ลดเหลือโทษแค่ 1.5 คะแนน ขณะที่เลกสองได้ผู้ตัดสินจากญี่ปุ่น 2 ราย ลงทำหน้าที่ในเดือน ธ.ค.ส่วนโปรแกรมลงล็อก คู่เลื่อนหนีคิวบอลโลก สรุปหวดแข้งกลางสัปดาห์ 10 ส.ค.

          ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธานไทยพรีเมียร์ลีก เป็นประธานในการประชุมสัมมนาร่วมกับสโมสรไทยพรีเมียร์ลีก และดิวิชั่น  1 เกี่ยวกับความพร้อมก่อนเปิดเลกสอง มีสาระสำคัญดังนี้

           การส่งรายชื่อแต่ละแมทช์จะเพิ่มจำนวนนักเตะจากเดิม 18 คนต่อแมทช์ เป็น 20 คน แบ่งเป็นตัวจริง 11 คน และตัวสำรอง 9 คน ส่วนการนับคะแนนใบเหลืองจะเปลี่ยนจาก 2 คะแนนเป็น 1.5 คะแนน ส่วนใบแดงยังคงนับ 6 คะแนนเช่นเดิม รวมไปถึงโทษพักในเลกสองจะให้พัก 1 แมทช์ โดยไม่มีเพิ่มโทษแมทช์พักทวีคูณ และจะยึดตามประกาศของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เป็นสำคัญ โดยไม่ใช้ตามใบประกบคู่ที่ไม่สามารถนำไปฟ้องร้องทางกฎหมายได้ ขณะเดียวกันตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป ไทยพรีเมียร์ลีกและดิวิชั่น 1 จะเริ่มนับโทษใบเหลือง-ใบแดงต่อเนื่องจากการแข่งขันเอฟเอคัพ และลีกคัพเข้ามาด้วย

           ส่วนกำหนดเปิดตลาดนักเตะในฤดูกาลหน้า ครั้งแรกจะเริ่มประมาณวันที่ 19 ธันวาคม 2554-18 มีนาคม 2555 เป็นระเวลา 4 เดือน โดยจะยึดวันที่ 18 มีนาคม 2555 เป็นหลัก ส่วนวันเปิดตลาดรอบ 2 อาจมีการขยับแต่ต้องอยู่ในระยะเวลา 4 เดือน ตามระเบียบฟีฟ่า ส่วนตลาดรอบสองจะเริ่มประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์

           การยืมตัวนักเตะจากนี้จะต้องมีสัญญารายละเอียดแนบ หลังจากที่ผ่านมามีเพียงใบยืมตัวอย่างเดียวเป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบนักเตะของสโมสรที่ยืมตัว แล้วไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่นักเตะมีกับต้นสังกัดเดิมไว้ เช่น การให้การสนับสนุนค่าที่พัก หรือค่าเดินทางต่างๆ

           ส่วนผู้ตัดสินต่างชาติ ในเลกสองจะมีท้าวมาลีวราชจากญี่ปุ่น 2 คน เดินทางมาถึงในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ก่อนจะลงทำหน้าที่ในเดือนธันวาคม

           ส่วนโปรแกรมการแข่งขันเลกสองที่ยืนยันเป็นทางการแล้ว ดังนี้ วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม ศรีราชา ซูซูกิ พบ อาร์มี่ ยูไนเต็ด, ศรีสะเกษเมืองไทย พบ เอสซีจี สมุทรสงคราม, วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม เชียงราย ยูไนเต็ด พบ ราชนาวี, ขอนแก่น พบ ทีโอที, การท่าเรือไทย พบ พัทยา ยูไนเต็ด

           วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม อาร์มี่ ยูไนเต็ด พบ บางกอกกล๊าส, ศรีราชา ซูซูกิ พบ ศรีสะเกษเมืองไทย, บุรีรัมย์-พีอีเอ พบ ขอนแก่น, โอสถสภา เอ็ม 150 สระบุรี พบ พัทยา ยูไนเต็ด วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม การท่าเรือไทย พบ เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด, ทีโอที พบ ชลบุรี, ทีทีเอ็ม พิจิตร พบ อินทรีเพื่อนตำรวจ, ราชนาวี พบ บีอีซี เทโรศาสน, เอสซีจี สมุทรสงคราม พบ เชียงราย ยูไนเต็ด

           วันพุธที่ 10 สิงหาคม อินทรีเพื่อนตำรวจ พบ บุรีรัมย์-พีอีเอ, ชลบุรี พบ โอสถสภา เอ็ม 150 สระบุรี, เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด พบ บางกอกกล๊าส, บีอีซี เทโรศาสน พบ ทีทีเอ็ม พิจิตร

 

ก.กีฬาเสนอแผนไทยไปบอลโลก

           นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ครั้งที่ 4 โดยมี นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวง นายพีระ ฟองดาวิรัตน์ รองผู้ว่าการฝ่ายอาชีพและสิทธิประโยชน์ การกีฬาแห่งประเทศไทย นายวิมล กาญจนะ อุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

           นายสมบัติ กล่าวว่า ที่ประชุมมีแนวคิดที่จะทำแผนการพัฒนาฟุตบอลไทยให้เป็นกีฬาที่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจกีฬา โดยเห็นได้จากรายได้ของสโมสรต่างๆ อีกทั้งยังต้องการที่จะสานต่อแนวคิดที่จะพาบอลไทยไปฟุตบอลโลก และปรับปรุง พ.ร.บ.กีฬาอาชีพ พร้อมเสนองบประมาณพัฒนากีฬาแห่งชาติเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่

           อีกทั้งมีแผนจะพัฒนาฟุตบอลลีกไทยให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าที่สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการสโมสร สนามแข่งขัน ระบบพัฒนาทีมเยาวชน สวัสดิการและประกันภัยให้นักฟุตบอล การดูแลและสร้างกลุ่มแฟนคลับ ขณะเดียวกันกระทรวงก็จะเร่งผลักดันให้สนามกีฬาจังหวัดอีก 15 จังหวัดที่กำลังจะสร้างใหม่ ต้องได้มาตรฐานตามเอเอฟซีด้วย

           "เมื่อสโมสรฟุตบอลต่างๆ ของไทยได้การรับรองจากเอเอฟซี จะก่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจที่ดีตามมา อาทิ สโมสรจะมีรายได้จากค่าผ่านประตูเพิ่มขึ้น ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ สินค้าที่ระลึก ค่าตัวการซื้อ-ขายนักเตะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 80-100 ล้านบาทต่อปีในแต่ละสโมสร ซึ่งเมื่อรวมทั้งระบบจะมีมูลค่ารวมกว่า 12,300 ล้านบาทต่อปี"

           นายสมบัติ กล่าวอีกว่า การที่จะใช้ฟุตบอลอาชีพเป็นเครื่องมือภายใต้แนวคิด “ฟุตบอลอาชีพ สร้างสุขสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง" จะต้องดำเนินการเร่งด่วนใน 3 คือ 1.ยกระดับสโมสรฟุตบอลและองค์กรที่เกี่ยวข้องให้มีศักยภาพเทียบเท่าสากล 2.สร้างกระแสความนิยม และวัฒนธรรมในการมีส่วนร่วมของฟุตบอลอาชีพจากทุกภาคส่วน และสุดท้ายเร่งสร้างและพัฒนานักกีฬาและบุคลากรเป็นมืออาชีพและได้มาตรฐาน เชื่อว่าหากพัฒนาได้อย่างเป็นรูปแบบตามแนวคิดดังกล่าว จะทำให้คำว่า “บอลไทย ไปบอลโลก” จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 10-15 ปี แน่นอน