ข่าว

ธปท.มั่นใจพร้อมรับมือ"บาทแข็ง"เตือนเอกชนป้องกันเสี่ยง

ธปท.มั่นใจพร้อมรับมือ"บาทแข็ง"เตือนเอกชนป้องกันเสี่ยง

22 ก.ค. 2554

แบงก์ชาติเกาะติดเงินบาทแข็งค่า มั่นใจมีเครื่องมือดูแลพร้อม ชี้ยังเป็นทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค แนะเอกชนบริหารความเสี่ยง ผู้ส่งออกระบุระยะสั้นไม่กระทบ แต่หากแข็งค่าเกิน 3 เดือน อาจต้องปรับราคา เผยกังวลเรื่องค่าแรงมากกว่า

             นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาได้เตรียมความพร้อมในการดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่ามีเครื่องมือในการดูแลพร้อม อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้ถือว่ายังเป็นไปทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในต่างประเทศ จึงทำให้ทิศทางของค่าเงินมีความผันผวนที่มากขึ้น ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบการภาคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วควรมีการจัดการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย

              นายอนุรัตน์ โคว้คาสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการ บริษัทพรานทะเล มาร์เกตติ้ง จำกัด ผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็งและอาหารแปรรูป กล่าวว่า ผู้ส่งออกคาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางค่าเงินบาทไว้แล้ว นับตั้งแต่มีข่าวพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น รวมทั้งมีเงินทุนไหลเข้ามาทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 90% ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าถึง 3 เดือน ดังนั้นในระยะสั้นจึงไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด แต่หากเงินบาทยังคงแข็งค่าเกิน 3 เดือน ผู้ส่งออกคงต้องปรับราคาสินค้าขึ้นไป

              อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ส่งออกมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบหนักกว่า คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ซึ่งจะมีปัญหาต้นทุนการผลิตอย่างมาก อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากคืออุตสาหกรรมส่งออกที่มีต้นทุนจากแรงงานเกิน 20% เช่น สิ่งทอ ผัก ผลไม้ รองเท้า อุตสาหกรรมที่รับช่วงผลิตซึ่งใช้แรงงานจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิต เพราะต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ส่วนอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลต้นทุนค่าแรงไม่ถึง 5% เช่น การส่งออกกุ้ง จึงมีผลกระทบไม่มากนัก แต่กลับประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้องใช้แรงงานต่างด้าวถึง 20%

              “หากปรับค่าแรงขึ้นจริง ทางผู้ส่งออกคงต้องทยอยปรับราคาขึ้นไปตามกลไกตลาด ซึ่งผู้ส่งออกอาหารทะเลได้ขยับราคาขึ้นไปแล้ว เนื่องจากวัตถุดิบลดลง ราคาแพงขึ้น แต่ทางลูกค้าต่างประเทศก็ยังมีการสั่งซื้อสินค้าจากไทย”นายอนุรัตน์กล่าว

              นายอนุรัตน์กล่าวอีกว่า อัตราเติบโตการส่งออกปีนี้ของไทยอาจจะแตะที่ 20% และครึ่งปีหลังอาจจะยังเห็นมูลค่าการส่งออกที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอีก แต่อัตราเติบโตอาจจะอยู่ที่ 10% เศษๆ เนื่องจากฐานการส่งออกปีก่อนสูง และการส่งออกอาหารกระป๋องและอาหารแช่แข็งคงโตต่อเนื่อง โดยการส่งออกกุ้งคงโตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10% แต่รัฐบาลใหม่จะต้องไม่ทำให้เสียหาย และเกิดปัญหาเรื่องวิกฤติการณ์ด้านราคา