ข่าว

 ปตท.สานแผนสยายปีกนอกบ้านตั้งเป้า5ปีใช้งบลงทุน1ล้านล้านบาท

ปตท.สานแผนสยายปีกนอกบ้านตั้งเป้า5ปีใช้งบลงทุน1ล้านล้านบาท

22 ก.ค. 2554

ในเดือนกันยายนนี้ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คนปัจจุบันจะหมดวาระลง และมีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ขึ้นแท่นเป็นซีอีโอ ปตท. คนใหม่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนของ ปตท. ยังคงเดินหน้าไปตามแผนที่มีการวางไว้แล้วทั้งในระยะ 5 ปี และ 10 ปี โดยเป้าหมายของ ปตท. ที่วางไว้คือในปี ค.ศ. 2020 จะผลักดันให้ขึ้นเป็น 1 ใน 100 ของโลกในการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ของนิตยสารฟอร์จูน จากอันดับ 128 ในปี 2554

 ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ ปตท. ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ จะมีการพิจารณาแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 5 ปี หรือในปี 2016 ซึ่งกลุ่ม ปตท.ประมาณการว่าจะต้องใช้เงินลงทุนรวม 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนของ ปตท. 3.3 แสนล้านบาท, บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) กว่า 4 แสนล้านบาท และส่วนที่เหลือกว่า 2 แสนล้านบาท จะเป็นการลงทุนของปิโตรเคมีและกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน โดยเป้าหมายหลักของการลงทุนจะเป็นการขยายออกไปนอกประเทศ เพื่อหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ มารองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและความต้องการใช้ภายในประเทศ รวมทั้งการสร้างรายได้ให้แก่ ปตท.และภาครัฐ

 สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 10 ปีนั้น กลุ่ม ปตท.คาดว่าจะใช้เม็ดเงินรวม 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งเป็นการลงทุนด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครึ่งหนึ่งของการลงทุนจะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ ตามเป้าหมายนี้จะทำให้ ปตท.มีรายได้ใน 10 ปีข้างหน้า ประมาณ 2 แสน ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท และหาก ปตท.มีกำไรประมาณ 4-5% จะทำให้มีเม็ดเงินกำไรประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จาก ปตท.มากขึ้น

 "เมื่อเรามีความแข็งแกร่งเป็นไทยแชมเปี้ยนแล้ว ก็ต้องออกไปต่างประเทศ หาพลังงานป้อนให้ประเทศไทย เพราะเราเป็นประเทศผู้นำเข้าจึงต้องไปแสวงหาแหล่งพลังงานนอกประเทศมารองรับ ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อผม ต้องมุ่งเน้นไปเรื่องการลงทุนบริษัทข้ามชาติมากกว่าเดิมออกนอกประเทศมากขึ้น" นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  กล่าว

 สำหรับการลงทุนของ ปตท. ในแผน 5 ปี ที่จะใช้เงินลงทุน 3 แสนล้านบาทนั้น จะมีการลงทุนในต่างประเทศกว่า 40% ของงบประมาณ โดยเป็นการลงทุนผ่านบริษัท ปตท. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกอบไปด้วย การลงทุนในธุรกิจถ่านหิน ผ่านบริษัท พีทีที เอเชีย แปซิฟิก ไมนิ่ง จำกัด ที่มีแผนเข้าไปลงทุนธุรกิจถ่านหินในประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย บรูไน มองโกเลีย และมาดากัสการ์ และธุรกิจก๊าซแอลเอ็นจี มีการลงทุนร่วมกับบริษัท ปตท.สผ. ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างเรือผลิตก๊าซแอลเอ็นจี

 นายประเสริฐ กล่าวว่า การออกไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งเรื่องเงินลงทุน บุคลากร และการบริหารจัดการ ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในอนาคตก็จะมีการนำบริษัทลูกในแต่ละประเทศเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนั้นๆ เช่น บริษัทในออสเตรเลียก็จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย และบริษัทในแคนาดาจะเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การขขยายออกไปต่างประเทศควรมีรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ออกไปแข่งขัน ไม่ใช่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ

 "ปตท.จำเป็นต้องขยายการลงทุน เพราะเรานำเข้าพลังงานเป็นมูลค่า 10% ของจีดีพี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเข้าใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสิ่งที่อยากฝากคือ ทุกวันนี้ประเทศเราใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ต้องหาแนวทางให้คนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอุดหนุนควรเลือกเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่อุดหนุนไปหมดทุกกลุ่ม ขณะนี้ทั่วโลกล้วนลดการอุดหนุนลงหมดแล้ว ไทยเราก็ต้องหาทางลดลงเช่นกัน" นายประเสริฐกล่าวทิ้งท้าย

 ด้านนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินบริษัท ปตท. กล่าวว่า ปัจจุบัน ปตท.มีกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีนี้และปีต่อๆ ไป เนื่องจากโครงการที่ไปลงทุนไว้ในต่างประเทศเริ่มที่จะดำเนินการได้ โดยปัจจุบันรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจที่ลงทุนในต่างประเทศในสัดส่วน 20% ในปี 2559 หรืออีก 5 ปีข้างหน้ามีเป้าหมายที่จะมีรายได้จากธุรกิจต่างประเทศในสัดส่วน 30%