ข่าว

 ควรดูวิกฤติหนี้"กรีซ"เป็นตัวอย่าง

ควรดูวิกฤติหนี้"กรีซ"เป็นตัวอย่าง

22 ก.ค. 2554

เป็นบทความคอลัมน์"เรือนชานบ้านเมือง" เขียนโดยภัทรพล เวทยสุภรณ์

           “วิกฤติหนี้สาธารณะ” ของ “กรีซ” ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลกรีซตกอยู่ในภาวะ “ถังแตก” ไม่สามารถกู้เงินจากตลาดการเงินได้อีก จนทำให้ “ไอเอ็มเอฟ” และกลุ่มประเทศ “อียู” ต้องให้เงินช่วยเหลือรวมทั้งสิ้น 110  พันล้านยูโร หรือประมาณ  4.8 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนด  อีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลกรีซ ต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะหนี้สิน และกลับไปกู้เงินจากตลาดการเงินได้เป็นปกติ จนเป็นผลให้ประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการตัดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล 

           ผ่านไปกว่าหนึ่งปี “กรีซ” ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐอันเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม” ปัญหา “คอรัปชั่น” และ “การบริหารงานผิดพลาด” ลงได้ แม้ว่าจะทำการลดเงินเดือนข้าราชการ เงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไปจนถึงการปลดพนักงานออก ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมลงแล้ว ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ กรีซมีกำหนดที่จะต้องชำระหนี้ก้อนใหญ่ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน “กรีซ” มียอดหนี้สาธารณะสูงถึง 485 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 15 ล้านล้านบาท คิดเป็น 140% ของ “จีดีพี” มีทั้งหนี้ที่กู้จากเจ้าหนี้สถาบันการเงินเอกชน และเจ้าหนี้ที่เป็นรัฐบาลชาติต่างๆ ประเทศที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ คือ “ฝรั่งเศส”  คิดเป็นมูลค่า 56.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือ “เยอรมนี” 33.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ “อังกฤษ” เป็นอันดับสาม 14.6  ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังรอให้ “ไอเอ็มเอฟ” และกลุ่มประเทศ “อียู” ปล่อยเงินกู้เพื่อให้ความช่วยเหลือ

           รัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป (อียู) ยื่นเงื่อนไขว่าประเทศเจ้าหนี้ใน “ยูโรโซน” และ “ไอเอ็มเอฟ” จะอัดฉีดเงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านยูโร (17,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ก็ต่อเมื่อรัฐสภา “กรีซ” อนุมัติแผนลดการขาดดุลงบประมาณ 28,400 ล้านยูโร และยอมแปรรูปกิจการรัฐมูลค่า 5 แสนล้านยูโร ภายในปี 2015 ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาล “กรีซ” ของนายกฯ จอร์จ ปาปันเดรอู ได้ยืนยันที่จะพยายามผลักดันมาตรการต่างๆ ตามเงื่อนไขจนถึงที่สุดแม้รู้ดีว่าจะต้องเผชิญกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนก็ตาม นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องกับ “โรดแม็พ” สำหรับเงินช่วยเหลือรอบที่สองอีกประมาณ 1 แสนล้านยูโร (156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่กุญแจสำคัญคือ การสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการและตามความสมัครใจของธนาคารแบงก์พาณิชย์และบริษัทประกันภัย ตลอดจนกองทุนบำนาญในการซื้อพันธบัตรรัฐบาล “กรีซ” ลอตใหม่ที่กำลังจะออกมาแทนพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอน

           ความจริงแล้วตลอดระยะเวลา 1  ปีที่ผ่านมา รัฐบาล “กรีซ” ได้ตัดลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงไปมากจนแทบไม่เหลืออะไรให้ตัดแล้ว จนทำให้ชาว “กรีก” ที่เคยสุขสบายกับการช่วยเหลือจากรัฐโดยผ่านนโยบาย “ประชานิยม” มานานหลายปีต้องเดือดร้อนอย่างหนัก เมื่อถูกบีบบังคับจาก “ไอเอ็มเอฟ” และกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ใน “อียู” จนรัฐบาล “กรีซ” ไม่รู้ว่าจะไปตัดตรงไหนได้อีก นอกเสียจากต้องปลดพนักงานในกิจการของรัฐ และแปรรูปรัฐวิสาหกิจจำนวนมากเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ทำให้ชาว “กรีก” รู้สึกโกรธแค้น เพราะเห็นว่ารัฐบาลได้สูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้แก่ “ไอเอ็มเอฟ” และกลุ่มประเทศ “อียู” ที่ให้เงินช่วยเหลือ ดูไปดูมาก็เหมือนกับความรู้สึกของคน “ไทย” เมื่อหลายปีที่แล้วก็ถูก “ไอเอ็มเอฟ” บีบให้รัฐบาลทำโน่นทำนี่เป็นการสารพัด

           “กรีซ” มีหนี้มาก เพราะใช้จ่ายเกินตัวในโครงการต่างๆ นอกจากนี้ รัฐบาลได้เพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ พนักงานในกิจการของรัฐในอัตราที่สูงและใช้จ่ายเงินกันอย่างง่ายๆ สุรุ่ยสุร่ายเกินตัว แต่กลับมีรายได้น้อย อีกทั้งยังปล่อยให้มีการหลบเลี่ยงภาษี เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายก็เลยต้องกู้หนี้ยืมสินจนสะสมพอกพูนมากๆ เข้าก็ไปต่อไม่ไหวตกอยู่ในภาวะ “ถังแตก” ดังเช่นในปัจจุบัน ดังนั้น ขอ “ฟันธง” ลงไปตรงนี้ว่าถ้าหากว่าที่รัฐบาล “ไทย” ทำตามนโยบาย “ประชานิยม” อันเป็นผลมาจากสัญญา “ประชาคม” ที่หาเสียงไว้กับประชาชน  ในอนาคตประเทศ “ไทย” คงมีชะตากรรมเหมือน “กรีซ” เป็นแน่ครับ