
ถาวร เสนเนียม"พร้อมทำงานกับเพื่อไทย"
เริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้ภารนำของ "พรรคเพื่อไทย" ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง "ถาวร เสนเนียม" รมช.มหาดไทย ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคยอมรับว่า
การเลือกตั้งครั้งนี้ "พรรคเพื่อไทย" ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่มี ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้เลย และไม่เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วอาจเปลี่ยนแปลงนโยบายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ภาคใต้
"ถาวร" กังวลว่า ปัญหาเก่าที่พรรคไทยรักไทยเคยทำไว้ คือ กรณีมัสยิดกรือเซะ กรณีตากใบ กรณีที่ทนายสมชาย นีลไพจิตร ถูกอุ้มหาย กรณีเช่นนี้เป็นโจทย์ใหญ่ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยจะไปคิดบัญชีกับพี่น้องประชาชนอีกหรือไม่ หรือไปสร้างความเข้าใจ หรือไปเยียวยาให้พี่น้องประชาชนหรือไม่ หรือไปให้ความเป็นธรรมทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ที่คนของพรรคไทยรักไทยได้กระทำกับประชาชนคนใต้หรือไม่ นั่นคือความกังวล คือ หากว่าเขามามีอำนาจรัฐแล้ว ยังคงปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงแต่บอกว่าขอโทษ ว่าใช้กำปั้นเหล็กแค่นี้ไม่พอ
การหาเสียงช่วงเลือกตั้ง "ถาวร" บอกว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปพูดที่ จ.ยะลา ว่าจะจัดตั้งนครปัตตานี ขณะที่ผู้อาวุโสในพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่สำคัญคำว่า "นครรัฐปัตตานี" เป็นเพียงนำเสนอให้ดูหวือหวา แต่ผู้นำเสนอไม่เข้าใจปัญหา เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความไม่สะดวกในชีวิตประจำวันเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค ไม่ใช่เรื่องของการมีส่วนร่วมในการปกครอง เมื่อจะยุบองค์กรหลายร้อยองค์กร ให้เหลือองค์กรเดียวจะเป็นการหลงประเด็น
“ขอเรียนไปยังว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่าเราได้คิดการจัดตั้ง ศอ.บต.ขึ้นมา ภายใต้ความต้องการของพี่น้องประชาชน และกำหนดรูปแบบการบริหารองค์กรมาตลอด มั่นใจว่าเป็นองค์กรที่ดีและเดินมาถูกทางแล้ว จึงอยากฝากให้สานต่อแนวทางที่เราทำไว้ การที่จะคิดว่าไม่มีพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย และจะไม่แก้ไขปัญหาไม่ส่งเงินไปพัฒนา เหมือนอย่างแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นการสร้างความแตกแยกและสร้างความไม่เท่าเทียม เหมือนรัฐบาลในอดีต” ถาวร กล่าว
นอกจากนี้ "ถาวร" ยังฝากไปถึงรัฐมนตรีมหาดไทยคนใหม่ด้วยว่า ขอให้ดูแลเจ้าหน้าที่ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเท่าเทียม แต่หากข้าราชการคนใดไม่ดี เราก็ได้เขียนกฎหมายให้อำนาจเลขาธิการ ศอ.บต.ไว้แล้วว่าสามารถเอาข้าราชการคนนั้นออกจากพื้นที่ได้ ดังนั้นการคัดเลือกแต่ละครั้ง ขอให้คัดเลือกคนที่รู้และเข้าใจปัญหาจริง อย่างน้อยก็เป็นคนในพื้นที่หรือเติบโตที่นั่น ก็จะแก้ไขปัญหาร่วมกับการเมืองได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ รักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีของพี่น้องไทยมุสลิม การให้เกียรติอย่างมีศักดิ์ศรีเป็นเรื่องที่สำคัญ
“ถ้าหากว่าจะให้เกียรติผม หรือไม่ถือทิฐิ เป็นปัญหาระดับชาติ เป็นวาระแห่งชาติ ผมพร้อมที่จะให้คำเสนอแนะได้ ผมไม่ถือว่าเป็นเรื่องของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ถือเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองที่จะต้องร่วมกันแก้ไขและพัฒนา ไม่เช่นนั้นความผิดพลาดในยุคปี 2544-2549 จะกลับมาอีก และผมยังเป็นห่วงมากเรื่องของระบอบทักษิณจะกลับมา เพราะพ.ต.ท.ทักษิณยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคุณยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล” ถาวร กล่าว
ส่วนนโยบายที่ใช้พัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ "ถาวร" บอกว่า พรรคได้จัดตั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ เพราะมีศอ.บต.ที่ใช้องค์กรพิเศษที่มีอำนาจพิเศษ ไม่เหมือนกับพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี 2534 เพราะมีการเพิ่มหน่วยงานพิเศษขึ้นมา โดยตั้งหน่วยงานพิเศษคือ คณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์ชายแดนใต้(ก.พ.ต.)โดยในกรรมการชุดนี้มีภาคประชาชนเข้าร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายจังหวัดละ 1 คน มีสมาชิกทั้งหมด 49 คน โดยให้ ก.พ.ต.เป็นผู้คัดเลือก รวมทั้งออกแบบให้มีสภาที่ปรึกษาด้านการบริหารและการพัฒนา
"ถาวร" บอกว่า ทั้ง 49 คนนี้ จะร่วมกันจัดทำนโยบายร่วมกับคณะรัฐมนตรีที่ดูแลภาคใต้ มีอำนาจในการนำเสนอแผนพัฒนา ประเมินผลงานของศอ.บต.ในแต่ละปี และมีอำนาจในการเสนอย้ายข้าราชการในพื้นที่ที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมออกนอกพื้นที่ เพื่อหาข้าราชการที่ดีเข้ามาทำหน้าที่แทน
“นโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้ในการแก้ไขปัญหา ช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมานั้นพี่น้องประชาชนพอใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลตั้งคณะรัฐมนตรีรับผิดชอบเป็นพิเศษสำหรับภาคใต้ หรือ รชต. และยังมีคณะกรรมการขับเคลื่อนที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จุดหลักคือ เน้นเรื่องการเมืองนำการทหาร และพระราชดำริเรื่องการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา"
ยศวดี หงษ์ทอง



