ข่าว

'อภิสิทธิ์'ย้ำจุดยืน'ไทย-เขมร'ต้องคุยกัน

'อภิสิทธิ์'ย้ำจุดยืน'ไทย-เขมร'ต้องคุยกัน

21 ก.ค. 2554

"อภิสิทธิ์"ย้ำจุดยืน "ไทย-เขมร" ต้องคุยกัน ชี้กัมพูชาเป็นคนยื่นเรื่องไปศาลโลก เมื่อศาลสั่งก็ควรถอนทหาร ผบ.ทบ.ชี้รอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

           (21ก.ค.)  นายอภิสิทธิ์ เชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลโลกได้มีคำสั่งให้ประเทศไทยและกัมพูชาได้ทำการถอนทหารออกจากพื้นที่ข้อพิพาท ว่า  ตนขอย้ำจุดยืนที่จะต้องให้มีการพูดคุยกันก่อนที่จะมีการถอนทหาร และการอนุญาตให้อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามา

            นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยื่นเรื่องไปยังศาลโลก ดังนั้นเมื่อศาลสั่งให้ถอนทหารประเทศกัมพูชาก็ควรถอนทหารทันที อีกทั้งกัมพูชาก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องมาพูดคุยกันกับฝ่ายไทย

 

ผบ.ทบ.ชี้ปัญหาไทย-กัมพูชารอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า จากนี้คงต้องสู้กันที่ศาลโลก ขณะนี้ต้องรอกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมหารือก่อน เพราะยังไม่มีการสั่งการใดๆ มายังกองทัพ อย่างไรก็ตาม ตนเองเห็นว่า คงต้องหาช่องทางเพื่อพูดคุยกับกัมพูชาว่าจะดำเนินการอย่างไร ภายหลังมติศาลโลกออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่คิดว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะมาตรการของศาลโลกนับว่าเป็นการคุ้มครองชั่วคราวที่ป้องกันปัญหาการเผชิญหน้า

            ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า กองทัพไม่ท้อ จะเดินหน้าทำงานต่อไป เพียงแต่ต้องการให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจ และเห็นใจทหารที่ทำหน้าที่ มาโดยตลอด

 


ผบ.ตร.ขึ้นผามอแดงสำรวจพื้นที่ชายแดน

             เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร   พจน์โพธิ์ศรี  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.เดชาวัต   รามสมภพ  ผู้บัญชาการตำรวจ ภาค 3 และ  พล.ท.ธวัชชัย   สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2  กองกำลังสุรนารี เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่ สนามหน้า กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 224 (ตชด.224)  อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อมาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร หลังจากศาลโลกมีคำสั่งให้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยกำหนดเส้นแบ่งเขตปลอดทหารไว้ 4 จุด เพื่อลดการเผชิญหน้าเสี่ยงเกิดการปะทะขึ้นอีกรอบ   

             พล.ต.อ.วิเชียร  กล่าวเพียงสั้น ๆว่า วันนี้เดินทางมาดูพื้นที่เพื่อหาแนวทางเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องตามแนวชายแดน  ไม่มีอะไรมาก ขอขึ้นไปดูพื้นที่ก่อน            

             เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ภารกิจวันนี้เป็นเรื่องการมาศึกษาความเป็นไปได้เรื่องแนวคิดที่ว่าเมื่อศาลโลกมีคำสั่งให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่  เราอาจจะใช้กำลังของ ตชด. เข้าไปประจำการแทนได้หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น เรื่องนี้ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีก่อน ตอนนี้ขอมาดูพื้นที่ก่อน
            
             เช่นเดียวกับ พล.ท.ธวัชชัย   กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไปบนชายแดนเขาพระวิหารว่า ขณะนี้เหตุการณ์ทั่วไปยังปกติ ไม่มีความตึงเครียดแต่อย่างใด ส่วนเรื่องถอนกำลังทหารขณะนี้ยังไม่มีการถอนกำลัง ต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลเสร็จและให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเจรจากันในรายละเอียดก่อนถึงจะดำเนินการได้       
     
             จากนั้นคณะได้เดินทางด้วยรถตู้ขึ้นไปบน ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามขึ้นไปด้วย

 

 ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา

            เมื่เวลา 07.30 น.  ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนคนเขมรข้ามพรมแดนด้วยความเชื่อมั่นหลังความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความคลี่คลาย โดยประชาชนที่อาศัยยอู่ตามแนวชายเดนไทยเขมรมีความมั่นใจด้านความปลอดภัย ไม่เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันของทั้ง 2 ชาติ  ส่งผลบรรยากาศการไปมาหาสู่กันที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เป็นจุดเปิดด่านเพื่อการค้า การท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่าง 2 ชนชาติ  ประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง

            ทั้งชาวไทย ชาวเขมรมีความมั่นอกมั่นใจเกิดความเชื่อมั่นในคำสั่งของศาลโลก ซึ่งสามารถสร้างบรรยากาศการปรองดองกันด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กลับคืนสู่ภูมิภาคนี้โดยสันติวิธี เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้าทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลางเล็ก ประชาชนระดับรากหญ้า ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ ทั้งไทย เขมร นับ 1,200-1,500 คนข้ามพรมแดนติดต่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพ่อค้าชาวไทยหลังจากที่ซบเซาร่วมเกือบ 2 ปี กลับนำสินค้าขึ้นค้าขายแลกเปลี่ยนที่ตลาดนัดฝั่งไทย ตลาดช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษจากพ่อค้าขาจรที่มีไม่เคยถึง 10 ร้าน แต่ ณ เวลาปัจจุบันนี้ กลับมีพ่อค้าขาจรจากหลากหลายพื้นที่นับ 100 ราย นำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด นำไปค้าขายแก่ประชาชนชาวเขมร ที่ข้ามพรมแดน มาซื้อหาสินค้ากลับบริโภคที่ฝั่งเขาเอง โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทยอาทิ เงาะ ทุเรียนสับปะรด มะละกอ หอม กระเทียมผักชี มะละกอ กระท้อน ฝรั่ง มะนาว มะพร้าวส้มโออื่นๆอีกมาก ยิ่งอาหารประเภทเนื้อสัตว์ยอดนิยมปลาน้ำจืด ปลาทะเล เนื้อวัว เนื้อสุกร ตลอดสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาสระผม ผงชูรส ม่าม่า อุปกรณ์การก่อสร้างทุกชนิด ปูนทราย อิฐ หิน ซีเมนต์ สังกะสี ตลอดอุปกรณ์ด้านการเกษตร อาทิ เช่น จอบ เสียม มีดคราดอะไหล่รถไถนาเดินตาม

            วันนี้ประชาชนคนเขมรที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาไม่ว่าจาก จ.อุดรมีชัย จ.พระวิหาร จ.เสียมราฐ จ.กำปงจาม จ.สวายเรียงแห่ข้ามแดน เพื่อสั่งอาหารตามสั่งรับประทานกันอย่างสบายอกสบายใจ และยังซื้อหาสินค้าสำหรับการอุปโภคบริโภคด้วยประเทศเขมรเองยังเพาะปลูกพืชผักดังกล่าวยังไม่เพียงพอในการอุปโภคบริโภคในประเทสเขาเอง สินค้าส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาอาศัยจากประเทศไทยอีกจำนวนมหาศาล

 

บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

            นายสุจินต์ วาจากิจ  นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง  ร่วมกับฝ่ายทหาร และตำรวจตระเวนชายแดน ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ได้เพิ่มความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนตรวจตรา และตั้งด่านตรวจสกัด เพื่อสกัดกั้นป้องกันไม่ให้แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวกัมพูชาเนื่องจากจ.บุรีรัมย์มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ลักลอบเข้ามาขายแรงงานในพื้นที่จังหวัด หรือจังหวัดชั้นใน หลังจากว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ มีนโยบายจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ  

             ทั้งนี้เนื่องจากสภาพพื้นที่ของอำเภอบ้านกรวดเป็นพื้นที่ราบสามารถเดินข้ามไปมาได้  จึงต้องมีการดูแลคุมเข้มเป็นพิเศษพร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำให้กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.)  ได้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหรือผู้ไม่หวังดีลักลอบเข้ามาในพื้นที่ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร หรือฝ่ายปกครอง เข้าไปตรวจสอบเพื่อจะได้ดำเนินการจับกุมและผลักดันแรงงานต่างด้าวกลุ่มกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

             นายอำเภอบ้านกรวด  ยังระบุอีกว่า หากมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาในพื้นที่  อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง  และจะส่งผลกระทบกับแรงงานไทย เพราะแรงงานต่างด้าวจะเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยตกงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการ นายจ้าง หากมีการลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยไม่ถูกต้อง ก็จะถูกดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน