
'มาร์ค-ปู'วอนทุกฝ่ายอย่ากดดันกกต.
"อภิสิทธิ์" วอนทุกฝ่าย "อย่ากดดัน กกต." จี้ "ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ" หัดปราบแกนนำนปช.บ้าง ปูวอนนปช.แล้ว มีรายงานจ่อปล่อย 11 แกนนำแดงยกเว้น"จตุพร" ประธานกกต.ส่งความเห็นไม่ควรยุบปชป.กรณีถูก นปช.ร้อง
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 21 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับ 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมารับหนังสือรับรองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เพื่อนำไปรายงานตัวที่รัฐสภา
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ขอให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนเสื้อแดง อย่ากดดันการทำงานของ กกต.โดยเฉพาะการรับรองผลการเลือกตั้งของแกนนำ นปช.ที่ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ กกต.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนขอเรียกร้องไปยังพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นบ้างกับกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง ได้ใช้มวลชนไปกดดันการทำงานของกกต.เพื่อให้รับรองผลการเลือกตั้ง
"อย่างไรก็ตามเห็นว่านปช.มีความผูกพันกับกองค์กรอิสระอย่างกกต. และปปช. เนื่องจากองค์กรอิสระดังกล่าวเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่นปช.ต้องการนำกลับมาใช้ ดังนั้นจึงควรเคารพองค์กรอิสระที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วย ส่วนตัวคิดว่าพอได้กับการใช้มวลชนออกมากดดัน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
“ปู”วอนนปช.อย่าเคลื่อนไหวกดดันกกต.แล้ว
เมื่อเวลา 09.55 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกฝ่ายรอ กกต. จะดีกว่า เพราะไม่อยากให้ไปกดดัน กกต.ตนเชื่อว่า กกต. จะให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ส่วนจะมีการหารือเพื่อให้สถานการณ์นิ่งลงหรือไม่นั้น วันนี้ตนอยากให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย วันนี้เราได้ก้าวไปสู่ในช่วงการรอผลการเลือกตั้งไปแล้ว จึงอยากให้การเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างยุติธรรม และที่สำคัญต้องเคารพในกฎกติกา และเคารพในเสียงของประชาชน จึงอยากขอความร่วมมือทุกฝ่ายด้วย
เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับแกนนำ นปช. โดยเฉพาะผู้สมัคร ส.ส.ที่ยังไม่ได้รับรองสถานภาพหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้อยากขอความร่วมมือทุกฝ่าย อยากให้รอฟังผลการรับรองจา กกต. จะดีกว่า ทั้งหมดนี้ตนเชื่อว่า กกต. จะทำงานอย่างเข้มแข็ง เพราะยังมีบุคคลที่ยังไม่รับการรับรองสถานะภาพ ส.ส. อีกจำนวนมาก ซึ่ง กกต. ก็คงต้องเร่งทำตรงนั้น ตนอยากให้ กกตง ทำงานอย่างเป็นอิสระ
เมื่อถามว่าหากมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพรรคด้วยนั้นจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่าเบื้องต้นเชื่อว่าทุกคนจะมีเหตุผลเพียงพอ และเชื่อว่าคงไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกคนคงต้องรอฟังผลการรับรองเสียก่อน เพราะประเทศชาติเราต้องการที่จะเดินหน้าแล้ว เราอยากเห็นอนาคตข้างหน้าแล้วว่าจะเป็นอย่างไร อีกทั้งเรายังต้องช่วยกันหารายได้เข้าประเทศอีกด้วย เรื่องนี้ต้องเป็นอีกมุมที่เราต้องมานั่งหารือกันแล้วในบรรยากาศแบบนี้
เมื่อถามว่าวันที่ 22 ก.ค.นี้จะมีการเรียกประชุม ส.ส.พรรค จะเน้นย้ำเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องรอดูต่อไป เพราะวันศุกร์นี้จะมีการนัดประชุมกับ ส.ส.ด้วย
เมื่อถามว่าจะมีการลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงในพื้นที่เลือกตั้งซ่อมหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หากตนมีเวลาเพียงพอ ก็จะลงไปช่วยหาเสียงอย่างแน่นอน เมื่อถามว่ารายชื่อในคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีคนนอกพรรคหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็มีมองๆไว้บ้าง ส่วนแคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศนั้นจะเป็นบุคคลที่เป็นอดีตทูตหรือไม่นั้น เรื่องนี้ยังไม่ลงตัวเลย ยังไม่ทราบด้วย ต้องรอดูต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ จะเป็นนายวิกรม คุ้มไพโรจน์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่สายหน้าและยิ้มให้สื่อเท่านั้น
“ชวน”บอกเห็นใจกกต.ทำอะไรก็ถูกวิจารณ์
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเห็นใจคนทำงาน ทำอะไรก็ถูกวิจารณ์ ซึ่งกฎหมายก็ให้อำนาจกกต.หากท่านใช้อำนาจตามกฎหมายตรงไปตรงมาคงไม่มีปัญหาอะไร ความจริงการทำงานไม่ง่ายนักเพราะต้องดูสำนวนและหลักฐาน หากวินิจฉัยเร็วหรือช้าไปก็ถูกตำหนิ ดังนั้นต้องดูความพร้อม มีข้อมูล ที่จะวินิจฉัยแต่ละบุคคลได้ ไม่ควรกดดันหรือเร่งรัดเกินกำลังที่จะทำได้ ตนเห็นใจคนทำงานเพราะเวลาที่จะทำงานจริงๆ ไม่ง่ายอย่างที่คิดเหมือนอยู่ข้างนอก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่กกต.จะรู้ดีกว่าเราว่าจะทำอะไรให้เสร็จเมื่อไหร่
เมื่อถามว่ามองบทบาทของสภาอย่างไรเพราะมีคนหลากหลายกลุ่มและหลายสีมาอยู่ในสภา นายชวน กล่าวว่า อยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละคน ถึงแม้จะมีพรรคการเมืองก็ตาม ถ้าเทียบสภาชุดที่แล้วปัญหาใหญ่คือการแกล้งไม่ให้องค์ประชุมครบ ไม่ใช่มาไม่ครบ ส่วนใหญ่ก็มาครบ ไม่แสดงตนเพียงเพื่อไม่ให้องค์ประชุมครบ เพื่อไม่ให้ทำงานได้ สิ่งนี้เที่ยวนี้น่าจะหมดไป เพราะกลุ่มที่มีปัญหามาเป็นรัฐบาลเอง เพราะฉะนั้นเขาคงไม่แกล้งตัวเอง สิ่งนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
เมื่อถามว่าจะทำให้สภาปั่นป่วนหรือไม่เพราะบางคนก็เคลื่อนไหวนอกสภา แต่มาอยู่ในสภาแทน นายชวน กล่าวว่า ไม่อยากพยากรณ์ล่วงหน้า แต่สิ่งที่รู้สึกในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาความรับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่แสดงตนทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ถูกวิพากวิจารณ์ว่าส.ส.ขี้เกียจไม่มาประชุม สิ่งที่เขาทำมา 2 ปีกว่าวัตถุประสงค์ก็เพื่อไม่ให้ทำงานได้ ให้รัฐบาลล้มให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คงจะพ้นไป คงไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุม
เมื่อถามว่าเมื่อเป็นส.ส.ควรจะออกไปเคลื่อนไหวข้างนอกหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า การใช้สิทธิ์ของสมาชิกอะไรที่อยู่ภายใต้กฎหมายก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่ว่าความเหมาะสมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ดุลยพินิจของสมาชิกดีพอว่าอะไรควรไม่ควร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กกต.ในวันนี้ จะเริ่มในเวลา 10.00 น.ที่จะเป็นการพิจารณาเรื่องร้องเรียน และร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส.รวมทั้ง การพิจารณารับรองผลการเลือกตั้งในรอบที่ 3 ซึ่งอาจมีการพิจารณารับรอง ว่าที่ ส.ส.ที่เป็นแกนนำ นปช.12 คน รวมทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์
จ่อปล่อย 11 แกนนำแดงยกเว้น"จตุพร"
ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ในการประชุม กกต. วันที่ 21 กรกฎาคม จะมีการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มเติมชุดที่ 3 คาดว่าที่ประชุม กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่ 11 ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และว่าที่ ส.ส.แบ่งเขต พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งยังมีปัญหาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติที่ถูกคุมขังโดยหมายศาล จะทำให้ขาดความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ โดยจะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่แกนนำ นปช.ที่ได้รับเลือกตั้ง ได้แก่ 1.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 2.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 3.นพ.เหวง โตจิราการ 4.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 5.นายพายัพ ปั้นเกตุ 6.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 7.นายวิเชียร ขาวขำ 8.นายการุณ โหสกุล 9.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ 10.นายวรชัย เหมะ และ 11.นายสถาพร มณีรัตน์ เนื่องจากอนุกรรมการได้ดูในประเด็นข้อกฎหมายแล้วยังไม่เห็นว่า 11 แกนนำ นปช.จะพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จึงเห็นควรให้ประกาศผลการเลือกตั้งได้
รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนปัญหาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้น ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายจตุพร เนื่องจากนายจตุพรยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จึงยังไม่มีการพิจารณาเพื่อประกาศผลให้แก่นายจตุพรในวันที่ 21 กรกฎาคม อีกทั้งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ที่จะต้องเข้าไปในเรือนจำ เพื่อให้นายจตุพรให้ถ้อยคำข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ กกต.ยืนยันจะพิจารณากรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง
ส่วนกรณีพรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่ กกต.ยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งให้นางพัชรินทร์ มั่นปาน ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับการที่นายสุรทิน พิจารณ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นบุคคลล้มละลาย จะดำเนินการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่นั้น กกต.จะพิจารณาในวันที่ 21 กรกฎาคม ว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่นางพัชรินทร์ได้หรือไม่
แหล่งข่าวกล่าวว่า การประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 21 กรกฎาคมนั้น ขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าจะพิจารณาประกาศผลให้ครบจำนวน ส.ส.ที่ร้อยละ 95 ในวันดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมีการพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้ได้รับเลือกตั้งรายใดภายในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่พร้อมกันทุกเขตในวันที่ 31 กรกฎาคม แต่หากมีการพิจารณาให้ใบเหลือง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ได้รับเลือกตั้งไม่ทันในวันที่ 21 กรกฎาคม ก็จะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะต้องพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหลังวันที่ 31 กรกฎาคม
ประธานกกต.เห็นควรไม่ยุบปชป.
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ทำความเห็นแจ้งให้ที่ประชุม กกต.รับทราบว่า ไม่เห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีที่นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่ม นปช. เคยยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นต้น ได้สนับสนุนและร่วมกันสมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการชุมนุมเพื่อให้พรรคพลังประชาชนพ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน จนทำให้ต่อมานายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และยังแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งการกระทำดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่า ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้สนับสนุนและร่วมชุมนุมปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร จึงยังไม่เข้าข่ายการกระทำการต้องห้ามตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีโทษยุบพรรค



