ดาวเทียมจับไม่พบฮ."ELT"ส่อพัง
ภารกิจค้นหาเฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) รุ่นแบล็กฮอว์ก ที่คาดว่าประสบอุบัติเหตุตกที่แนวชายแดนไทย-พม่า ด้าน จ.เพชรบุรี ยังคงดำเนินต่อไป แม้ความหวังจะยังรางเลือนเต็มทน แต่กำลังพลของกองทัพบก (ทบ.) ที่เดินเท้าค้นหาก็ยังมีความหวัง ตราบที่ยังไม่พบซาก ฮ.ลำดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ภารกิจค้นหา ฮ.แบล็กฮอว์ก น่าจะสามารถระบุพิกัดที่ ฮ.ตกได้ในทันที หากอุปกรณ์ที่เรียกว่า emergency locator transmitter หรือ ELT ซึ่งเป็นเครื่องมือแจ้งพิกัดที่อากาศยานตกด้วย "สัญญาณดาวเทียม" ยังส่งสัญญาณขึ้นไปยังดาวเทียมตามปกติ
ท่ามกลางการคาดหวัง และคาดคะเนในแง่ดีว่า ฮ.แบล็กฮอว์กอาจจะตกกระแทกพื้นในลักษณะที่ "ไม่รุนแรง" ทำให้ ELT ไม่ทำงาน เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวจะทำงานก็ต่อเมื่ออากาศยานตกกระแทกพื้นด้วย "แรงจี" ที่มีความรุนแรงมากๆ เท่านั้น!
หรืออีกทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานข้างต้นก็คือ เครื่องอาจจะตกกระแทกพื้นรุนแรงพอสมควร แต่ยังมี "ผู้รอดชีวิต" เพียงแต่อาจจะมีอาการ "บาดเจ็บหนัก" จนไม่สามารถเปิดสัญญาณ ELT ได้ ทำให้ดาวเทียมไม่สามารถรับสัญญาณ และระบุพิกัดที่ ฮ.ตกได้
ทว่า อดีตนักบิน ฮ.รายหนึ่ง กลับมองว่า สมมติฐานดังกล่าว "เป็นไปได้ยาก" เอามากๆ หรือถึงขั้น "เป็นไปไม่ได้เลย" โดยเขาให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการทำงานของ ELT เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า ELT คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร
อดีตนักบิน ฮ.อธิบายว่า ELT ก็คือ เครื่องที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเพื่อแจ้งพิกัดที่ ฮ.ตกกระแทกพื้น โดยแรงกระแทกที่ทำให้ ELT ทำงานต้องมีความรุนแรงมากกว่าอัตราที่นักบินนำเครื่องลงพื้นในกรณีฉุกเฉินอยู่พอสมควร โดยจะเริ่มทำงานตั้งแต่แรงกระแทก 2-3 จีขึ้นไป
โดย ELT รุ่นเก่าจะส่งสัญญาณเป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่ประมาณ 121.5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็น "คลื่นความถี่ฉุกเฉิน" ไปยังเครื่องรับ แต่ ELT ในยุคหลังจะใช้วิธียิงคลื่นวิทยุขึ้นไปยังดาวเทียมเพื่อแจ้งพิกัดที่ตกกระแทกพื้น โดย ELT จะทำงานหลังตกกระแทกพื้น 2-3 วินาที
อดีตนักบิน ฮ.คนเดิม ให้ข้อมูลว่า ELT จะเป็นกล่องเหล็กสี่เหลี่ยม ขนาด 4X8 นิ้ว หนา 3 นิ้ว ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ต้องเปลี่ยนโดยเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง
สำหรับจุดที่ติดตั้ง ELT ปกติจะอยู่บริเวณเหนือศีรษะด้านขวาของนักบินในห้องโดยสาร และหากได้รับแรงกระแทกแรงๆ มักจะหลุดกระดอนออกจากตัวเครื่อง แต่ถ้าแรงกระแทกสูงมากๆ หรือเครื่องเกิดระเบิด ELT ก็มักจะพังเสียหายไปด้วย
ส่วนปุ่มการใช้งานของ ELT จะมีอยู่ทั้งหมด 3 ปุ่ม คือ 1.ON 2.OFF และ 3.ARM โดยหากไม่ต้องการใช้งาน ELT เช่น การบินในสภาพอากาศเปิด หรือขณะฝึกบังคับเครื่องลงพื้นด้วยแรงกระแทกก็อาจจะปิด OFF ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งสัญญาณไปที่ดาวเทียม
ขณะที่ปุ่ม ON มักจะใช้กรณีที่เครื่องตกกระแทกพื้น "ไม่รุนแรง" และนักบินบาดเจ็บไม่สาหัสมาก สามารถที่จะกดปุ่มได้ แต่โดยปกตินักบินมักจะกดปุ่ม ARM เอาไว้เพราะ ELT จะทำงานเองโดยอัตโนมัติขณะตกกระแทกพื้น
ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า สาเหตุที่ ELT ไม่ทำงาน ไม่ได้เกิดจากการกระแทกที่เบาจนเครื่องไม่ทำงาน เพราะหากเป็นเช่นนั้น ป่านนี้นักบินคงใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกลับมา หรือเดินทางไปยังค่ายทหารที่ใกล้ที่สุดเพื่อแจ้งข่าวให้ทราบแล้ว
"ผมมองว่ากรณีนี้เป็นไปได้ 2 ทาง คือ 1.นักบินไม่ได้กดปุ่ม ARM เอาไว้ 2.เครื่องตกกระแทกพื้นรุนแรงมากจน ELT พัง หรือถูกไฟไหม้เสียหาย เพราะถ้ากด ARM เอาไว้ หรือมีนักบินเอื้อมมากดปุ่ม ON ดาวเทียมก็คงจะได้รับสัญญาณแล้ว"
อดีตนักบิน ฮ.คนเดิมระบุว่า แบล็กฮอว์กน่าจะมี ELT ทุกลำ ซึ่งสามารถระบุพิกัดที่ตกได้ทันที หากไม่กระแทกแรงๆ จนพังไปเสียก่อน แต่ที่น่าห่วง คือ ฮ.รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะ ฮ.รุ่นเก่า จึงอยากให้ผู้บังคับบัญชาช่วยติดตั้งให้ด้วย เพราะราคาแพงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทแน่นอน
แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากกว่าคือ Weather Radar หรือ "เรดาร์ตรวจอากาศ" ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ฮ.ตกในครั้งนี้ เพราะเรดาร์ตรวจอากาศจะทำให้นักบินรู้ว่า มีกลุ่มเมฆอยู่ตรงไหน มีความหนากี่ไมล์ ซึ่งจะทำให้นักบินตัดสินใจที่จะบินเข้าไปหรือไม่ได้อย่างถูกต้อง
เขาเสนอแนะว่า การติดตั้งเรดาร์ตรวจอากาศไม่จำเป็นต้องติดตั้งให้แก่ ฮ.ทุกลำก็ได้ เพราะในสภาพอากาศเปิด และภารกิจการรบทั่วไปคงไม่จำเป็นต้องใช้เรดาร์ตรวจอากาศเท่าใดนัก
แต่สำหรับ 1.ฮ.ค้นหาช่วยชีวิต และกู้ภัย และ 2.ฮ.วีไอพี จำเป็นต้องมีเรดาร์ตรวจอากาศอย่างยิ่ง ซึ่งเสนอราคา หากติดตั้งมากับตัวเครื่องโดยเฉลี่ยจะประมาณ 4-7 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งนับว่าคุ้มเกินคุ้ม...เมื่อเทียบกับชีวิตนักบิน และผู้โดยสารบนนั้น
ทีมข่าวความมั่นคง



