ข่าว

นักวิชาการชี้คำสั่งศาลโลกไม่เข้าม.190

นักวิชาการชี้คำสั่งศาลโลกไม่เข้าม.190

21 ก.ค. 2554

นักวิชาการ จุฬาฯ ระบุทำตามคำสั่งศาลโลก ไม่ต้องขออนุมัติสภา ตาม ม. 190 ชี้ ไม่ใช่หนังสือสัญญาเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ระบุดื้อแพ่งได้ ด้าน 'ส.ว.-อดีตสสร.' เห็นต่าง ย้ำ ต้องเสนอขออนุมัติรัฐสภา

          จากกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) มีคำพิพากษาออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา ให้ไทยและกัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่ ซึ่งมีหลายฝ่ายประเมินว่าการยอมรับคำสั่งดังกล่าวนั้น อาจต้องขอความเห็นจากที่ประชุมรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุให้คณะรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าที่ประชุมรัฐสภา หากการทำหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญาใดๆ นั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรืออธิปไตยของประเทศ

          นายวิชัย ศรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวในประเด็นดังกล่าวว่า เรื่องการยอมหรือไม่ยอมถอนทหาร ตามคำสั่งของศาลโลกนั้น ไม่จำเป็นที่ต้องนำเรื่องเข้ามาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาหรืออนุมัติ เพราะไม่ใช่เป็นการทำสนธิสัญญาตามอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่คำพิพากษานั้นมีผลบังคับในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกในประชาคมโลก ที่เป็นผลให้ไทยต้องยอมรับในอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

          “มาตรการคุ้มครองชั่วคราว ไม่ถือว่าเป็นประเด็นที่ทำให้เส้นเขตแดนของไทยเปลี่ยนแปลง เพราะคำสั่งของศาลโลกไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้เปลี่ยนเขตแดนของประเทศใดได้ แต่เจตนาที่แท้จริงเพื่อป้องกันการใช้กำลังหรือเหตุที่อาจทำให้เกิดการปะทะรุนแรง ส่วนรัฐบาลจะนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่นั้น ตามหลักการของการบริหารจัดการที่ดี รัฐบาลจำเป็นต้องนำเรื่องนี้มารายงานต่อที่ประชุมรัฐสภา ที่ประกอบด้วย สภาส.ส.และส.ว. แต่ไม่ใช่เป็นการเข้าที่ประชุมเพื่อขอการอนุมัติให้ดำเนินการ เพราะประเด็นนี้ไม่เข้าข่ายการทำสนธิสัญญา” นายวิชัย กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่าประเด็นยอมรับอำนาจในศาลนั้น ก่อนหน้านี้มีนักวิชาการบางฝ่ายออกมาระบุว่าไทยไม่ต้องยอมรับคำสั่งได้ เพราะไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการยอมรับอำนาจศาลโลกมานานแล้ว นายวิชัย กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ประเทศไทยยอมรับคำตัดสินของศาลโลกต่อคดีปราสาทพระวิหาร ในปี 2505 แล้ว ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยถูกฟ้องเป็นจำเลย ดังนั้นประเทศกัมพูชาจึงตีความเป็นผลบังคับคดีว่าไทยไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในครั้งนั้น

          “คำพิพากษาของศาลโลกที่ออกมาจริงๆ แล้วจะดื้อแพ่งก็ได้ แต่ผมมองว่าในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกประชาคมโลก อาจมีผลกระทบตามมา และอาจเกิดคำถามว่าไทยจะวางตัวอย่างไร หากศาลโลกตัดสินแล้วไม่ยอมทำตาม ส่วนประเด็นจะถอนหรือไม่ถอนทหารจะดีหรือไม่ ผมเชื่อว่าสมาชิกประชาคมโลก เชื่อว่าศาลโลก เป็นกลไกหนึ่งที่ทำป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง” นายวิชัย กล่าว

          เมื่อถามต่อในกรณีที่กัมพูชายอมถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท แต่จะส่งตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)เข้าทำหน้าที่แทนนายวิชัย กล่าวว่า คำสั่งให้ถอนทหารเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการใช้กำลังในพื้น และต้องการทำให้เกิดความสันติวิธี การใช้กองกำลังไม่ว่าจะในรูปแบบทหาร หรือ ตชด. ตามสถานะถือว่าเป็นการใช้กำลัง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น ตชด. หรือ ทหารก็ไม่ต่างกัน แต่กรณีที่ถอนทหารแต่ให้ ตชด.เข้าประจำการแทน ถือเป็นการเอาสีข้างเข้าถู

          ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่ากรณีที่รัฐบาลใช้แนวทางเจรจาตามกรอบเจรจาของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เพื่อหากลไกที่เหมาะสมหลังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มีคำสั่งให้ถอนทหารออกจากชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถเดินหน้าได้โดยที่ไม่ต้องเข้ารายงานต่อรัฐสภา แ ต่ภายหลังจากที่มีการเจรจากับกัมพูชาแล้วเสร็จ จำเป็นต้องนำแนวทาง หรือ กรอบที่ได้หารือมารายงานหรือเข้ามาขอความเห็นต่อที่ประชุมรัฐสภา ตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

          ทั้งนี้ เพราะถือว่า เรื่องดังกล่าวมีผลต่ออาณาเขตของประเทศ ส่วนตัวสนับสนุนในแนวทางที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ ที่ว่าขณะนี้ยังไม่ควรถอนทหารออกจากพื้นที่ตามคำสั่งของศาลโลกในทันที

          นายคำนูณ กล่าวโดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้ ดังนั้นการเจรจาในกรอบทวิภาคี และหวังว่าจะเจรจาจนถึงขั้นให้รัฐบาลกัมพูชาถอนคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลโลกขณะนี้ รวมถึงแผนการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ตามที่เสนอไปยังคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อมาพิจารณาแนวทางร่วมกันใหม่และยื่นเสนอแผนบริหารจัดการร่วมกันและขึ้นทะเบียบปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน

          นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลใหม่ควรตั้งคณะกรรมการ ที่มาจากภาคราชการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และภาคประชาชนที่มีความรู้ เพื่อคิดหาข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และนำไปเสนอให้กับรัฐบาลกัมพูชาพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ส่วนตัวเชื่อว่า สมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชาจะปรับเปลี่ยนท่าที ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าการบริหารประเทศ หรือการแก้ไขปัญหาปากท้องได้อย่างเต็มที่

          ขณะที่นายคมสัน โพธิ์คง อดีตสสร. เห็นว่า กระบวนการของเรื่องดังกล่าว ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ตั้น ตั้งแต่ก่อนที่ประเทศไทยจะยอมเข้าสู่กระบวนการของศาลโลกหลังจากที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องให้ศาลโลกออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ประเทศไทยถอนทหารออกจาพื้นที่พิพาท รัฐบาลไทยควรนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมรัฐสภาก่อน เพื่อให้ได้กรอบในการดำเนินการ หรือขอการอนุมัติ แต่พอเรื่องมาถึงวันที่ศาลโลกสั่งให้ไทยและกัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทแล้วนั้น การจะรับอำนาจศาลโลกหรือไม่ มองว่า ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ว่าจะยอมรับอำนาจดังกล่าวหรือไม่