
ประชาธิปไตยที่รัก-แลหน้า...อย่าลืมเหลียวหลัง
ผมใช้ชีวิตในวงการวิชาการทางรัฐศาสตร์มากเกินกว่าครึ่งชีวิตของผมแล้ว โดยไม่ทันตั้งตัว มาวันนี้ก็อดยิ้มให้ตัวเองไม่ได้ว่า เคยมีคำหนึ่งคำที่เคยฮิต และก็ยังเคยคงใช้กันอย่างอมตะอยู่คำหนึ่ง นั่นก็คือคำว่า "เหลียวหลังแลหน้า" แล้วก็ต่อกันด้วยเรื่องที่จะพูด อาทิ เ
แต่สิ่งที่เราเข้าใจกันเรื่องของเหลียวหลังแลหน้าก็คือ การวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีมุมมองในเชิงประวัติศาสตร์ และที่มาที่ไป รวมทั้งเรื่องของการคาดการณ์ไปยังอนาคต
เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงไหน? ใครๆ ก็พูด? ประเด็นของผมก็คือ เมื่อพูดถึงอดีตนั้น เรามักจะมองไปในเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่ไกลออกไป ประวัติศาสตร์ในเชิงโครงสร้าง อะไรทำนองนี้
แต่สิ่งที่น่าสนใจตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพูดถึงการเหลียวหลัง แต่เฉพาะเจาะจงไปที่การเหลียวหลังที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีการทำงานของรัฐบาลในอดีต ที่ควรจะได้รับการตรวจสอบ และตั้งคำถามกันอย่างเป็นระบบด้วย ไม่ใช่มองกันแต่ไปข้างหน้าอย่างเดียว
พูดกันอย่างตรงๆ เรื่องที่ทิ้งกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขาพระวิหาร และเรื่องของคดีดอนเมืองโทลล์เวย์นั่นแหละครับ ที่สัปดาห์นี้โดนกันไปสองเด้ง เพราะกลายเป็นคดีและมีคำตัดสิน และการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลนอกประเทศของไทย
เรื่องใหญ่ที่ควรจะคุยกันก็คือ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องประเมินว่ารัฐบาลไทยนั้นทำงานอย่างไร และได้เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนนั้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดและตรวจสอบการทำงานแค่ไหนนั่นแหละครับ
เรื่องพวกนี้หากเราเอาจริงเอาจังก็คงจะทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการนำเข้าในที่ประชุมครม.มากี่ครั้งแล้ว และมีมติอย่างไร และในการพิจารณานั้นได้กระทำอย่างรอบคอบแค่ไหน
แต่ก็นั่นแหละครับ ผมคิดว่าบทเรียนเรื่องเหล่านี้ในทางหลักการก็คือ เราไม่ค่อยได้ใช้กลไกรัฐสภาในการทำงานเท่าไหร่ ไม่สมกับที่เราเรียกการปกครองของประเทศนี้ว่า ระบอบรัฐสภา เพราะว่าถ้าเป็นการปกครองระบอบรัฐสภาจริง รัฐสภาก็ควรจะเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ อาทิ การอภิปรายในสภา หรือระบบกรรมาธิการ
อย่างน้อยในแง่ทางประวัติศาสตร์นั้น บันทึกต่างๆ ที่จะเกิดจากการอภิปรายและการทำงานของรัฐสภาก็จะถูกบันทึกและเข้าถึงได้จากประชาชน ซึ่งแตกต่างจากเรื่องของการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ไม่เปิดให้คนเข้าฟัง มีแต่คำแถลงที่ออกมาทีหลัง
ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าเรื่องบางเรื่องย่อมต้องเป็นความลับ แต่ในระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยนั้น การรักษาความลับก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะการตรวจสอบต่อระบอบความลับก็สามารถทำได้อย่างเข้มข้นและภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกันภายในประเทศในห้วงเวลานั้นๆ
ผมอยากสะท้อนว่า อย่างในกรณีของเขาพระวิหารนั้น เรื่องหนึ่งที่เราปฏิเสธได้ยาก ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเราแพ้คดีเพราะเราเสียเปรียบในเชิงการต่างประเทศ เพราะไม่มีคนหนุนหลัง หรือเรามีทีมกฎหมายที่ไม่เก่ง แต่ส่วนหนึ่งเพราะว่าเรามีระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งทำให้เราไม่สามารถที่จะถกเถียงประเด็นต่างๆ ในสังคมได้มากนัก
จนวันนี้เราจึงมีแต่การบันทึกเอาไว้ แต่ความเห็นของทีมกฎหมาย และเทปเสียงรักชาติของจอมพลสฤษดิ์ ที่เป็นฐานในการต่อสู้ และในอีกมุมหนึ่ง การที่คดีเหล่านี้เริ่มเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ก็เพราะการที่เราไม่ได้มีระบบรัฐสภาที่มีเหตุผลและใช้ระบบรัฐสภาที่เป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ในช่วงที่การเมืองพลิกผันเป็นอย่างมากหลังการรัฐประหาร ซึ่งรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งนั้นอยู่ในสภาวะที่ปกครองได้ยาก
ยิ่งเมื่อกระแสชาตินิยมสุดโต่งมาผนวกกับสังคมที่ขาดพื้นที่ในการตรวจสอบและอภิปรายกันอย่างมีเหตุผล ก็แทบจะไม่ต้อง "สแกนกรรม" กันล่ะครับ
อย่างในกรณีของโทลล์เวย์นั้น การดำเนินคดีต่างๆ นั้นมีความเข้มข้นมากขึ้นภายหลังจากการทำรัฐประหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ ย่อมมีผลต่อการดำเนินการต่อสู้คดี และมีผลต่อความสนใจของสื่อมวลชนด้วย
ปฏิเสธได้ยากว่ามีการนำเอาเรื่องแนวการต่อสู้ของทางฝ่ายเยอรมันเข้าสู่การประชุม ครม.ตั้งแต่ปีที่แล้ว
จนถึงวันนี้ เราคงต้องถามกันต่อว่า ทำไมเราจึงปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป แล้วจนถึงวันนี้เราจะยังสามารถเชื่อถือคำอธิบายของรัฐบาลได้ไหมว่า ที่ปล่อยเรื่องนี้มาเรื่อยๆ เพราะเชื่อมั่นว่าคดียังไม่สิ้นสุดจริงๆ?
ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ป่านนี้เรื่องนี้เป็นกระทู้ใหญ่ในสภาแล้วครับ
แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง...ป่านนี้แรงกดดันต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็คงทะลุจุดเดือดไปอีกหลายระยะแหละครับ
ผมไม่ได้คิดว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องจบลงที่การหาแพะ หรือโทษรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเราจะสร้างโอกาสให้การเมืองแบบรัฐสภามีเหตุผลและทำงานอย่างไรท่ามกลางกระแสที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย และสื่อที่ม้วนตัวเองเข้าสู่วังวนความขัดแย้งด้วย...ก็เท่านั้นเองครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
[email protected]



