
สว.แนะรัฐบาลหยุดไล่ล่าผู้ชุมนุมเสื้อแดง
เพื่อไทย แนะอภิสิทธิ์"ลาออกตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แก้รธน. สว.สรรหา แนะรัฐหยุดไล่ล่าผู้ชุมนุมแบบหว่านพืช จี้ ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯ ด้าน ปชป.เสนอทางออกตั้งกก.สมานฉันท์ปฏิรูปการเมือง
(23เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเริ่มประชุมร่วมรัฐสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปเพื่อแก้วิกฤตบ้านเมืองเป็นวันที่สอง ก่อนเข้าสู่การอภิปรายนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาได้แจ้งให้สมาชิกทราบว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ใช้เวลาชี้แจงไปทั้งหมด 2 ชั่วโมง 39 นาที ฝ่ายค้านใช้เวลาอภิปรายไปทั้งหมด 6 ชั่วโมง 37 นาที พรรคร่วมรัฐบาลอภิปรายไปทั้งหมด 1 ชั่วโมง 29 นาที และสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายไปทั้งหมด 2 ชั่วโมง 11 นาที
จากนั้นนพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยได้ตั้งข้อสังเกตในการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ว่า ดูเหมือนเป็นการโต้วาทีมากกว่ารัฐบาลจะเปิดเวทีเพื่อสร้างความสมานฉันท์ เพราะรัฐบาลเรียงหน้าตอบโต้ตลอดเวลา และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯออกมาพูดว่ามีบุคคลบางคนต้องการให้เกิดความไม่สงบในประเทศนั้นถือเป็นการพูดที่ไม่สร้างสรรค์ แล้วอยากทราบว่าคนที่นายกฯพูดถึงนั้นเป็นใคร เพราะคนไทยทุกคนก็ต้องการให้ประเทศสงบแต่เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องออกมาเรียกร้องไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมและเกิดสองมาตรฐาน
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงไปทุบทำลายมัสยิด ไปขโมยรถเมล์มาเผา ทั้งที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่ามีการขโมยรถเมล์จากคนเสื้อแดงหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์ก็ได้ แล้วที่มีการนำทหารออกมาถึง 46 กองพันนั้นออกมาทำไมเยอะแยะ ออกมาเยอะขนาดนี้เพราะต้องการปฏิวัติเงียบใช่หรือไม่ วันนี้หากนายกฯอยากให้มีการพูดคุยกัน ตนอยากให้นายกฯรู้จักการให้อภัยไม่ใช่มัวแต่ไล่ล่าหรือเช็ดล้างต้องเอาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมาดำเนินคดี ขณะที่ตัวนายกฯเองห้อมล้อมอยู่ท่ามกลางคนที่ทุจริตไม่ว่าจะเป็นเรื่องซีทีเอ็กซ์ กล้ายาง หากยังเล่นอยู่แบบนี้ก็ไม่มีใครยอม
นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า หากที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ก็จะทำให้ทุกอย่างล้มเหลว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้แม้เรากลับเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แต่ความขัดแย้งทางการเมืองยังอยู่ การใช้ความรุนแรงทางการเมืองยังดำรงอยู่ วันนี้เราได้เผชิญหน้าเกินกว่าจะแบกรับ หากเราไม่ร่วมมือกัน ต้องร่วมกันยุติความรุนแรงให้ได้ การเมืองที่เอาประเทศและคนไทยเป็นตัวต่อรองเดินไปไม่ได้แล้ว ตนขอเสนอว่าอย่างน้อยที่สุดเราต้องบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ
1.ประเทศไทยได้สูญเสียความเชื่อมั่นไปนานแล้วด้วยเหตุผลทางการเมืองที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ โดยความเชื่อมั่นนี้สมาชิกและคนไทยต้องร่วมมือและเรียกร้องเอาความเชื่อมั่นนี้กลับมา 2.เราต้องประกาศประชุมอาเซียนกับคู่เจรจาโดยเร็ว และต้องประกาศให้ประจักษ์ว่าวันไหนเวลาใด เพราะเป็นการเริ่มต้นของการเรียกความเชื่อมั่น และเชื่อคนไทยไม่ยอมให้ใครทำลายการประชุมอีกเด็ดขาด และ 3.ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งการแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญควรเป็นผลิตผลของการปฏิรูป ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ
ดังนั้นตนจึงขอเสนอว่าควรตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง เพื่อสร้างโอกาสให้บุคคลทุกฝ่ายในการแก้ไขวิกฤต แม้เราจะไม่มีบุคคลดีเลิศแต่เชื่อว่าช่วยแก้ไขปัญหาได้
ด้านพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า ตนขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและเยียวยาประเทศไทย คิดว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ควรหยุดไล่ล่าผู้ชุมนุมแบบหว่านพืช และรัฐบาลควรยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ในสถานการณ์แบบฉับพลัน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพื่อเปิดโอกาสผู้กล่าวหาได้ใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติแก้ข้อกล่าวหา นอกจากนี้รัฐบาลต้องเร่งสร้างสมานฉันท์ใช้หลักเมตตาธรรมเพื่อร่วมกันแก้วิกฤตเศรษฐกิจและรัฐบาลร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขประเด็นหลักที่คิดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย
นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า มีคนอยู่เบื้องหลังเหตุที่เกิดขึ้นที่เพชรบุรีซอย 5 และซอย 7 เพราะตนมีข้อมูลว่ามีคนถือปืนอยู่บนชั้นสองของมัสยิด ซึ่งหากสังเกตจะเห็นว่าเหตุการณ์เหมือนกันทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นที่พัทยา ดินแดง และนางเลิ้ง เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นรัฐบาลต้องแจ้งว่าใครเป็นผู้กระทำ ใครถูกกระทำและใครอยู่เบื้องหลัง ต้องเอาข้อเท็จจริงมาชี้แจงให้ได้ และเหตุที่เกิดขึ้นทั้งปวงมาจากสื่อของรัฐ ที่นำเสนอด้านเดียว ไม่ได้เรียกว่าแทรกแซงสื่อแต่เป็นการควบคุมสื่อ มีการเรียกบรรณาธิการทุกช่องมาหารือ แบบนี้ไม่ได้เรียกหารือแต่เรียกว่าบังคับ
วันนี้พวกตนเหมือนกับไก่สีแดง นายกฯเป็นไก่สีเหลือง และมีไก่สีน้ำเงินครอบอยู่ในเข่งเดียวกัน ซึ่งเข่งดังกล่าวเป็นเข่งเหล็ก วิธีแก้คือเราต้องขจัดอำนาจที่ครอบเราอยู่ในเข่ง ไก่ 3 สีต้องร่วมมือกัน ไม่ให้ไก่สีเขียวคุมเราได้ และขอให้นายกฯประกาศลาออกและให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา ซึ่งไก่เหลือง ไก่แดงไม่ต้องเป็นนายกฯ อาจจะเป็นไก่น้ำเงิน แล้วมาร่วมกันเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ แล้วจากนั้นก็ให้กลับไปสู่สภาพเดิม ไปตามระบอบ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า ที่บอกว่ามีการควบคุมสื่อมวลชนนั้นเรียนว่าบทบาทของสื่อมีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญรองรับไว้ และประสงค์ต้องการให้สื่อสะท้อนสาระต่อสังคมรอบด้านและเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องการให้สื่อโปร่งใส รอบด้านและสมดุลเช่นเดียวกัน
ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดกันถึงการแทรกแซง แทรกซึมของสื่อมวลชนตลอด และตลอด 8 ปีที่มีการต่อสู้ทางการเมือง มีการตั้งสื่อมาสนับสนุน โดยตั้งมาเป็น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและวิทยุชุมชน ยอมรับบทบาทของสื่อโทรทัศน์ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่บันเทิงแต่รัฐบาลก็พยายามผลักดันให้มีสื่อสาระมากขึ้นแต่ก็ไม่ง่าย และที่ผ่านมาก็ยอมรับว่ามีสื่อเทียมเกิดขึ้น
โดยในช่วงก่อนสงกรานต์ 10 วัน 3 เม.ย. รัฐบาลประเมินมีการพยายามชักนำสู่ความรุนแรง และเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เกิดความสงบ แต่หากถูกปลุกปั่น ผลกระทบเกิดประชาชนแน่ จึงให้หารือกับสื่อมวลชนไปว่ามีพื้นที่ใดสามารถแบ่งเป็นช่วงการบริการสาธารณะ ให้ข้อมูลข่าวสารประชาชนหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ซึ่งสื่อทุกสื่อก็ให้ความร่วมมือและยินดีแบ่งพื้นที่ให้
ซึ่งประสบการณ์เรื่องสื่อด้านเดียวสอนว่านำไปสู่ความเข้าใจผิดและเกิดเหตุรุนแรงได้ ดังนั้นสื่อของรัฐต้องนำเสนอข้อเท็จจริงตรงไปตรงมาให้ประชาชนทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และรัฐก็ไม่เคยชี้นิ้วสั่งใครทั้งสิ้น แต่สื่อทุกแขนงก็พร้อมใจเสนอทุกอย่างตามข้อเท็จจริงและก็จะเห็นว่ามีอดีตนายกฯ ก็ใช้สื่อใหญ่ๆระดับโลก แล้วพูดผิดๆซึ่งทำให้ประเทศเสียหาย โดยมีการขยายข่าวว่ามีคนตาย เราเลยต้องใช้ทีวีของรัฐชี้แจงทันทีเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเราไม่ต้องการใช้สื่อทำร้ายใครแต่ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้
อย่างไรก็ตามนายสมัย เจริญช่าง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นท้วงติงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการถือปืนอยู่ในมัสยิดว่าต้องมีหลักฐานชัดเจน ต้องมีรูปมาเป็นหลักฐาน ซึ่งหากไม่มีหลักฐานก็ขอให้ถอนคำพูด เพราะเป็นการกล่าวเท็จในสภาฯ ซึ่งนายชลน่าน กล่าวว่าตนไม่ได้หลบหลู่ แต่ว่ามีคนเห็นว่ามีคนถือปืนยืนอยู่ที่ชั้นสอง ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลต้องไปเช็คว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า ในฐานะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ไปประสานกับรัฐบาลสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรต(ยูเออี) ในการให้ความร่วมมือ 2 ประเทศในการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีการชุมนุมและติดตามเรื่องคดีอาญาที่ถูกศาลฎีกาสั่งจับกุม รวมถึงการติดตามเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยตนได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตเมื่อวันที่ 19-21 เม.ย.ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลยูเออีว่าทางรัฐบาลได้ให้พ.ต.ท.ทักษิณทราบแล้วว่าประเทศไม่ประสงค์ให้อยู่ในประเทศต่อไป เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่ยินยอมให้ผู้ใดใช้ประเทศกระทำการสั่งการใส่ร้าย และก่อนความไม่สงบ พร้อมกันนี้ทางรัฐบาลยูเออีก็ได้ส่งร่างผู้ร้ายข้ามแดนมาด้วย ซึ่งตนก็ได้ส่งไปยังกระทรวงต่างประเทศแล้ว เพราะเขาก็มีผู้ร้ายที่ฉ้อโกงอยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน



