
ผู้แทนไทยหารือ"มาร์ตี้"ยันพร้อมหารือเขมร
"สุรินทร์" เผย ประเทศสมาชิกอาเซียน ยินดี ไทย-กัมพูชา ยืนยันปฏิบัติตามมติศาลโลก ระบุ มาร์ตี้ เตรียมพบ 2 ประเทศ เชื่อ ความชัดเจนการวางยุทธศาสตร์ฝ่ายไทย ต้องรอหลังตั้งรัฐบาลใหม่
วันนี้ (20 ก.ค.) นางจิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้พบหารือทวิภาคีกับนายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 44 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในการหารือทวิภาคีในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในครั้งนี้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย - กัมพูชา ตามที่ศาลโลกมีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้อธิบายขั้นตอนที่เกี่ยวข้องของไทยในการดำเนินการเพื่อหารือกันตามกระบวนการภายในประเทศ รวมทั้งความสำคัญที่ไทย และกัมพูชาจะต้องหารือกันเกี่ยวกับรายละเอียดในแนวทางปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้กล่าวยืนยันการสนับสนุนให้ทั้งไทย และกัมพูชาหารือกันโดยใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียยินดีที่ทั้ง 2 ฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะหารือกัน เพื่อดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก
อาเซียนยินดีไทย-เขมรยันปฏิบัติตามศาลโลก
ทั้งนี้ในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ 19 - 23 ก.ค.นี้ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้ให้สัมภาษณ์ ถึงท่าทีของประเทศสมาชิกอาเซียนต่อกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) มีคำตัดสินให้ออกมาตรการชั่วคราว โดยให้มีการถอนทหารไทยและกัมพูชาออกจากพื้นที่ปราสาทพระวิหารและมีการกำหนดเขตปลอดทหาร ว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนยินดีที่ไทยและกัมพูชายืนยันชัดเจนจะปฏิบัติตามมติศาลโลก
ในคำตัดสินศาลโลกได้พูดถึงการริเริ่มของความร่วมมือในกรอบของอาเซียนและบทบาทของประธานอาเซียน ในการลดความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ได้เรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาภายใต้กรอบอาเซียนต่อไป โดยตนมองว่า หากทั้งไทยและกัมพูชาเจรจาในเรื่องเส้นเขตแดนกันได้ คงไม่ต้องนำไปสู่คำตัดสินศาลโลก กรณีที่กัมพูชาร้องให้ตีความอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่เชื่อว่า ไทยและกัมพูชามีกลไกแก้ไขปัญหาของ 2 ประเทศที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ประธานอาเซียนกำลังรอให้ไทยและกัมพูชาได้ศึกษาทำความเข้าใจในข้อมติที่ชัดเจนก่อนว่ามีความเห็นตรงกันหรือไม่ และจะปฏิบัติตามอย่างที่ยืนยันไว้อย่างไร ขณะที่นายมาร์ตี้ นาตาลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย แสดงท่าทีต้องการที่จะพบปะหารือกับ 2 ประเทศ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และต้องการทราบความเห็นว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดร่างข้อกำหนดและขอบเขตอำนาจหน้าที่ (ทีโออาร์) ในการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ของอินโดนีเซียในพื้นที่พิพาทหรือไม่ เมื่อศาลโลกมีคำตัดสินออกมาเช่นนี้
เมื่อถามว่า ในปลายปีหน้า กัมพูชาจะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนจะมีผลอย่างไรหรือไม่นั้น ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ในอดีตมีวิธีการปฏิบัติให้เห็นอยู่ โดยที่ประเทศที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนไม่ต้องทำหน้าที่ จะเห็นได้จากกรณีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เหตุการณ์เขมร 3 ฝ่าย ซึ่งอาเซียนได้เข้าไปมีบทบาทในการคลี่คลายปัญหา ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในขณะนี้ แต่ไม่พร้อมจะมีบทบาท จึงขอให้นายอาลี อาลาตัส อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย นั่งเป็นประธาน และให้ฟิลิปปินส์และไทย ร่วมเป็นตัวแทนแก้ไขปัญหาในลักษณะ 3 ฝ่าย (Tioga) โดยใช้กลไกในกรอบอาเซียนเพื่อลดความขัดแย้งภายในประเทศสมาชิก จนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลายในที่สุด ทั้งนี้ การผลัดเปลี่ยนทำหน้าประธานอาเซียนมีขึ้นทุกปี และเชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลให้เกิดความชะงักงัน
เลขาธิการอาเซียน กล่าวอีกว่า เชื่อว่าสำหรับไทยทุกอย่างต้องรอหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่จะศึกษาข้อมติและวางยุทธศาสตร์การดำเนินการตามข้อมติศาลโลก รวมไปถึงการริเริ่มการดำเนินการใหม่ ในกรอบพหุภาคีต่อกรณีดังกล่าว ทั้งการดำเนินการตามคำสั่งของยูเอ็นเอสซี ศาลโลก อาเซียน และการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อให้แก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้



