
แห่ขายทองฉุดค่าเงินแข็งหลุด30บาท
นักลงทุนเทขายทองคำทำกำไรกดดันค่าเงินบาทแข็งหลุด 30 บาทมาอยู่ที่ 29.85 บาทต่อดอลลาร์ ด้านธปท.รับราคาทองในตลาดโลกมีผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนไทย ด้านกนง.เล็งปรับดอกเบี้ยสกัดเฟ้อ
รายงานข่าวเปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า มีการแข็งค่าหลุดแนวต้านที่ 30 บาท ปิดตลาดแข็งสุดของวันที่ 29.85-29.90 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับ 30.03-30.05 บาทต่อดอลลาร์ วันก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากเงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากปัจจัยการเมืองในประเทศที่ชัดเจน และแรงขายเงินดอลลาร์เพื่อซื้อทองคำ
นักค้าเงินกล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าตามสกุลเงินภูมิภาค จากแรงซื้อของนักลงทุนในกลุ่มที่มองว่า เศรษฐกิจในเอเชียที่เติบโตดี จะดึงให้เงินไหลเข้ามาในภูมิภาคได้ในระยะต่อไป จึงทำให้มีแรงเก็งกำไรในช่วงที่การแก้ปัญหาหนี้ของสหรัฐและยุโรป ยังไม่ชัดเจน และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ส่งออกเข้ามาทำธุรกรรมมาก เนื่องจากเกรงว่าเงินบาทจะแข็งค่ามากกว่านี้
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค เนื่องจากตลาดในประเทศไทยมีการอิงกับราคาทองมากกว่าประเทศอื่น ซึ่งที่ผ่านมาราคาทองคำปรับสูงขึ้นมากกว่า 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนจึงเทขายทอง และนำเงินดอลลาร์ที่ได้มาเปลี่ยนเป็นเงินบาทจำนวนมาก ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยคาดว่าค่าเงินบาทในระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.70-30.10 บาทต่อดอลลาร์
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก ว่า ระยะหลังราคาทองคำในตลาดโลกมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนไทยนิยมลงทุนในทองคำกันมากขึ้น หากทองคำตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนชาวไทยก็จะเทขายออกมา ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
"ระยะหลังการขายทองคำค่อนข้างมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเราด้วย แต่การแกว่งในระดับ 10-20 สตางค์ ไม่ถึงขั้นกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดเงิน รวมถึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็มีสูงพอ" นายประสาร กล่าว
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย เตือนว่า ราคาทองคำในขณะนี้มีความผันผวน นักลงทุนควรชะลอดูก่อนจะเข้าลงทุน เพราะราคาทองคำขึ้นมาสูงมากแล้ว โดยคาดว่าแนวรับจะอยู่ที่ 1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แหล่งข่าวจากกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า นโยบายพรรคเพื่อไทย ที่เตรียมนำมาตรการเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น การทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะหากทำไม่ทันกาลจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ



