ข่าว

วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์-เพราะอากาศเมืองไทยเปลี่ยนแปลงบ่อย

วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์-เพราะอากาศเมืองไทยเปลี่ยนแปลงบ่อย

20 ก.ค. 2554

ผมลองคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย "คุณอภิสิทธิ์" ก็คงจะไม่ต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค และ "คุณสุเทพ" ก็คงจะไม่ต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความห่วงใยบ้านเมือง

          ส่วน "คุณพิเชษฐ" ก็คงไม่ต้องออกมาเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการบริหารภายในพรรคประชาธิปัตย์ ประเทศไทยก็คงจะมีรัฐบาลฝาแฝดสยาม อภิสิทธิ์-เนวิน เช่นเดิม และบ้านเมืองก็คงจะเป็นเหมือนเช่นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาต่อไปอีกหลายปี

           ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น จะเรียกว่าพรรคประชาธิปัตย์แพ้หรือพรรคเพื่อไทยชนะ ก็คงจะเรียกได้ไม่เต็มปาก ทั้งนี้เพราะประชาธิปัตย์ยังคงรักษาฐานที่มั่นในภาคใต้อย่างเหนียวแน่น และคะแนนเสียงของชาวกรุงเทพฯ ไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ เพราะจริงๆ แล้ว พรรคนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นพรรคของภาคใต้ ส่วนกรุงเทพฯ นั้น แม้จะมีส่วนสำคัญในการชี้ชะตาของพรรค แต่ความนิยมก็ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามกระแสการเมือง ขนาดที่เคยได้ผู้แทนเพียงคนเดียวในกรุงเทพฯ ประชาธิปัตย์ก็เคยเจอมาแล้ว ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยแม้จะประสบความสำเร็จในภาคอีสาน แต่ก็ไม่บรรลุเป้าหมายในกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยมาก่อน

           ประชาธิปไตยคือการรับฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าวันนี้ประชาชนเห็นว่าพรรคโน้นพรรคนี้ควรจะเป็นรัฐบาล พรรคนั้นก็ทำหน้าที่รัฐบาลไป ส่วนพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนด้วยการเป็นฝ่ายค้านที่ดี ถ้าผลงานเข้าตาประชาชน เลือกตั้งครั้งใหม่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ เพราะตามความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ล้วนมีความสำคัญต่อบ้านเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยพอๆ กัน ใช่ว่าฝ่ายค้านจะเป็นตัวโกงและรัฐบาลเป็นพระเอก เหมือนเล่นลิเกเสียเมื่อไหร่

           ย้อนกลับมาดูที่พรรคประชาธิปัตย์ เราคงต้องยอมรับว่าองค์กรใดก็ตามที่มีอายุมากก็ย่อมมีปัญหาสะสม มีความล้าสมัย ขาดความคล่องตัว และมีสายสนกลใน ชนิดที่ลูบหน้าปะจมูกเต็มไปหมด แต่จุดดีของพรรคประชาธิปัตย์คือมีความเป็นสถาบันทางการเมืองซึ่งผ่านร้อนหนาวมายาวนาน แม้ว่าบางช่วงบางตอนพรรคก็อาจจะมีการปรับตัวไม่ทันต่อสภาพการณ์ภายนอก หรือติดยึดกับรูปแบบและตัวบุคคล ซึ่งครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่พรรคจะรื้อสร้างสิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาองค์กร พร้อมๆ กับการเชิดชูคุณลักษณะที่ดีๆ ขององค์กรให้มีความเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนขึ้น แต่ถ้ามองดูตัวเลขและที่มาของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ในวันนี้แล้ว ก็คงจะปฏิเสธเรื่องภาคใต้กับกรุงเทพฯ ไม่ได้หรอกครับ และสูตรสำเร็จก็คงจะไม่พ้นถ้าหัวหน้าพรรคเป็นคนใต้ เลขาธิการก็น่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือภาคอื่น แต่ถ้าหัวหน้าพรรคเป็นคนกรุงเทพฯ แล้วไซร้ ฟันธงได้เลยว่าเลขาธิการพรรคต้องเป็นคนใต้

           ช่วงเวลาต่อไปนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการทบทวนความผิดพลาด และการปฏิรูปภายในพรรคประชาธิปัตย์ ให้มีความก้าวหน้า ทันสมัย และเปิดประตูรับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกพรรค ตลอดจนปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อรับมือกับพรรคเพื่อไทย มากกว่าการตีโพยตีพายกล่าวโทษกันเอง หรือการเล่นการเมืองแบบเก่าๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ - ความโชคดีของพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนึ่งก็คือเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีวันตาย และเป็นพรรคการเมืองที่เป็นเหมือนยาพาราเซตามอล ที่คนมักจะคว้ามาใส่ปากไว้ก่อนเวลาที่ปวดหัวตัวร้อนหรือเกิดอาการตะครั่นตะครอ

           และอากาศในเมืองไทย ก็เปลี่ยนแปลงบ่อยเสียด้วยสิครับ


 ประภัสสร เสวิกุล