ข่าว

กกต.ไม่ใช่"ผู้พิพากษา""หลักฐานเชื่อได้ว่าก็พอแล้ว"

กกต.ไม่ใช่"ผู้พิพากษา""หลักฐานเชื่อได้ว่าก็พอแล้ว"

20 ก.ค. 2554

บรรดา "แม่ยก" ทั้งหลายคงพากันโล่งอกหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับรองความเป็น ส.ส. ให้แก่ว่าที่ ส.ส. รวม 12 คน จากจำนวนที่ต้องพิจารณาทั้งหมด 142 คน

 การลงมติรับรองครั้งนี้มีแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย และ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการรับรองคุณสมบัติความเป็น ส.ส. ลอตที่ 2 นี้ด้วย แต่ไม่มีชื่อแกนนำ นปช.

 สำหรับ 12 ส.ส. ที่ผ่านการรับรองจาก กกต. ได้แก่ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 2.นายองอาจ วชิรพงศ์ เขต 5 พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย 3.นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ เขต 1 พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา 4.นายบุญแก้ว สมวงศ์ เขต 2 ยโสธร พรรคเพื่อไทย 5.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เขต 2 สระแก้ว พรรคเพื่อไทย 6.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ เขต 2 อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย 7.นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เขต 3 อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย 8.นายสุทธิชัย จรูญเนตร เขต 5 อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย 9.น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ เขต 3 เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย 10.นายธานินทร์ ใจสมุทร เขต 1 สตูล พรรคชาติไทยพัฒนา 11.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ 12.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เขต 2 สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์

 โดย "กกต." มีมติยกคำร้อง "ปู" เพราะเห็นว่ากฎหมายกำหนดไม่ให้ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นกรรมการบริหารพรรค และผู้ตั้งพรรค แต่มิได้จำกัดสิทธิการทำกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ

 ขณะเดียวกันสาเหตุที่คำร้อง "อภิสิทธิ์" เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าธงฟ้า "กกต." ก็เห็นว่าการจัดงานขายสินค้าธงฟ้า เป็นเรื่องของนโยบายที่ทำได้ทุกรัฐบาล ส่วนคำร้อง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ "กกต." มีมติยกคำร้องตามที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนเสนอมา

 สำหรับ "แกนนำ นปช." ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยขอเวลาในการสืบสวนเพิ่มเติม โดยจะมีการประชุมรับรองอีกครั้งในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้

 ดังนั้นเมื่อรวมจำนวนส.ส.ที่ "กกต." รับรองไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีจำนวน 358 คน และการรับรองคุณสมบัติเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม อีก 12 คน จึงมียอด ส.ส.ในขณะนี้ จำนวน 370 คน

 สำหรับยอด ส.ส. 370 คน ก็ยังถือว่าการประชุมสภานัดแรก เพื่อคัดเลือกประธานรัฐสภาคงต้องเลื่อนออกไปก่อน จนกว่ากกต.จะประกาศรับรองความเป็นส.ส.อย่างน้อยต้องมีจำนวน 95% ของจำนวนส.ส. หรือมีส.ส.ที่ได้รับการรับรองจำนวน 475 คน

 สำหรับ "กกต." คงต้องเร่งพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่เหลืออีกกว่า 100 เรื่องให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรภายใน 30 วันนับตั้งแต่เลือกตั้ง

 หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงการพิจารณาของ กกต. เนื่องจากยอดจำนวนส.ส.ที่รอการพิจารณามีจำนวนมาก และรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้อำนาจเด็ดขาดแก่ กกต. เฉพาะก่อนประกาศรับรองผล

 ขณะที่ในอดีตรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้อำนาจเด็ดขาดแก่ กกต. ทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผล
 
 ดังนั้น ในการพิจารณาหาก "กกต." ใช้ความละเอียดถี่ถ้วนในการพิจารณาหลักฐานโดยยึดมาตรฐานของ "ผู้พิพากษา" ที่ใช้ระบบ "กล่าวหา" ก็อาจทำให้การพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกิดความล่าช้า

 แทนที่ "กกต." จะพิจารณาโดยใช้หลักวินิจฉัยเพียงแค่พยานหลักฐาน "เชื่อได้ว่า" ก็สามารถให้ใบเหลือง-ใบแดง ได้ทันที

 จุดนี้อาจทำให้เกิดข้อครหากับ "กกต." ได้ และอาจถึงขั้นเรื่องร้องเรียนทำนองว่า เจ้าหน้าที่ กกต.ไปช่วยดึงเรื่อง เพื่อให้ผู้สมัครรายนั้นได้รับการประกาศรับรองผลไปก่อน แล้วค่อยส่งเรื่องต่อไปให้ศาลพิจารณา "สอย" ภายหลัง แน่นอนย่อมส่งผลให้ กกต.ขาดความน่าเชื่อถือ

 เพราะอาจถูกมองได้ว่าเป็นการ "โยนเรื่อง" ไปให้ "ศาล" เป็นหน่วยงานที่รับเผือกร้อนไปแทน

 และเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาลในทางปฏิบัติก็จะยึดพยานหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน มีการสืบพยาน และอาจมีการกลับคำของพยานได้

 ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา "กกต." อาจกดดันจากกระแสสังคมที่คาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ "บ้านเมืองสงบสุข" และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ทำให้เกิดแรงกดดันในการทำงาน

 ดังนั้นการสั่ง "แขวน" 2 แกนนำพรรคการเมืองใหญ่ "ยิ่งลักษณ์" และ "อภิสิทธิ์" ตั้งแต่แรกอาจถูกสังคมตีความไปอีกด้านก็ได้ว่าเป็นเพียงต้องการฉายภาพ "ความตงฉิน" ให้สังคมรับรู้เท่านั้น ! 


สมถวิล เทพสวัสดิ์