ข่าว

ชาววังน้ำเขียวแนะรัฐเก็บภาษีแทนรื้อถอน

ชาววังน้ำเขียวแนะรัฐเก็บภาษีแทนรื้อถอน

19 ก.ค. 2554

ผู้ประกอบการวังน้ำเขียวตื่นกรมป่าไม้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่เขตอุทยาน ส่งผลการท่องเที่ยวทั้งอำเภอซบเซา กว่า 90% กระทบกว่า 1,000 ล้านบาท เตรียมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม แนะเก็บภาษีเข้ารัฐแทนการรื้อถอน

          ความคืบหน้ากรณีกรมป่าไม้ สำรวจและ เอาผิดกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ของ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หลังตรวจสอบพบว่ามีรีสอร์ตจำนวนมาก ก่อสร้าง บุกรุก พื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะพื้นที่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และ เขาแผงม้า ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

          นายเสมอ จินดาพงษ์  รองประธานสมาพันธ์การท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้มีการประชุมหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการและชาววังน้ำเขียวเกี่ยวกับกรณีที่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กำลังเข้ามาจัดระเบียบและดำเนินคดีกับรีสอร์ตที่บุกรุกป่าสงวนที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมานั้น ในนามตัวแทนผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อน ต้องการให้กรมป่าไม้มีการประนีประนอมกับผู้ประกอบการในพื้นที่

          พร้อมทั้งพูดคุยถึงหลักการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติมหรือให้หยุดอยู่แค่นี้ แต่เมื่อมีมาตรการออกมาแล้วพบว่าผู้ประกอบการรายใดที่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมหรือบุกรุกก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย  แต่หากมีผู้ประกอบการรายที่มีการก่อสร้างที่พักรีสอร์ต คาบเกี่ยวกับการรุกที่ป่าสงวนกรมป่าไม้ ก็ควรที่จะมีการพูดคุยเพื่อทำการประนีประนอมและหาทางแก้ไขร่วมกัน

          " หากใช้หลักนิติศาสตร์ คือนำกฎหมายเข้ามารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตนมั่นใจว่าผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือ ผู้ประกอบการที่ได้ลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากผู้ประกอบการรู้ว่าการที่เข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายกรมป่าไม้ก็ควรที่จะมีการห้ามปรามตั้งแต่เริ่มแรกที่มีการก่อสร้าง ก็ไม่มีรายใดกล้าฝ่าฝืน แต่มาถึงปัจจุบันนี้วังน้ำเขียวมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไปมาก ทางออกที่ดีที่สุดคือการประนีประนอมหรือมีการเก็บเงินค่าบ้านพักหรือรีสอร์ทแต่ละหลังเข้ารัฐเพื่อนำมาพัฒนาบ้านเมืองต่อไป "นายเสมอ กล่าว

          สำหรับในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และได้รับคำขนานนามว่าเป็นแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก หรือสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ทำให้นักท่องเที่ยวต่างต้องการเข้ามาสัมผัสธรรมชาติไม่แพ้เขาใหญ่ อ.ปากช่อง

          ดังนั้นตนเชื่อว่าการที่กรมป่าไม้จะเข้ามาดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนก็ควรที่จะมีการผ่อนหนักผ่อนเบา เนื่องจาก อ.วังน้ำเขียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับของโลก อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครราชสีมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหัดนครราชสีมา ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใน อ.วังน้ำเขียว ทั้งการจัดส่งเสริมการขาย จัดโรดโชว์ไปยังจังหวัดต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการบ้านพัก โฮมสเตย์ และชาววังน้ำเขียว มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กลุ่มเกษตรกรปลูกผักสวนครัว ผักปลอดสารพิษ ผลไม้เมืองหนาวต่างๆ ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท

          นายสมอ กล่าวอีกว่า หลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับการบุกรุกใน อ.วังน้ำเขียว ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาลดลงกว่า 90% นักท่องเที่ยวเกรงว่าหากมาเที่ยวที่ อ.วังน้ำเขียวแล้วจะไม่มีที่พัก และไม่มีสถานที่ให้ท่องเที่ยว สินค้าเกษตร ผักปลอดสารพิษ ที่เก็บมาไว้เพื่อจำหน่าย และอาหารบริโภคที่ผู้ประกอบการได้เตรียมไว้รองรับนักท่องเที่ยวก็เน่าเสีย ซื้อขายไม่ได้เกิดความเสียหายตามมาเป็นจำนวนมาก

          ทั้งนี้ หากกรมป่าไม้ยังคงเดินหน้าไม่ฟังเสียงชาววังน้ำเขียวก็อาจจะทำให้เสียหายทั้งระบบ ทั้งสถานที่ราชการ โรงเรียน ธนาคาร ล้วนแต่เป็นพื้นที่ๆ อยู่บนที่ดินที่ไม่ได้รับอนุญาต หากปิดก็ต้องปิดทั้งหมด ไม่ควรใช้มาตรการ 2 มาตรฐาน  จากนี้ไปจะนำเรื่องขอความเป็นธรรมกรณีดังกล่าวยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ว่าที่นากยกรัฐมนตรี และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ผู้ประกอบการแต่ละรายมากับความเจริญของการท่องเที่ยวใน อ.วังน้ำเขียว

          การก่อสร้างบ้านพักรีสอร์ตได้ดำเนินการขออนุญาตการก่อสร้าง เสียภาษีเป็นรายเดือน รายปี เสียภาษีบำรุงท้องที่ หากผิดแล้วทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่ห้ามปรามตั้งแต่แรก แต่กลับปล่อยให้สร้าง และเพิกเฉย และแต่ละแห่งไม่สร้างเพียงวันเดียวเสร็จ แต่ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ จึงจะสร้างแล้วเสร็จ หากปิดทั้งวังน้ำเขียวคงกระทบหลายพันล้านบาท

          “ดังนั้นหากนักท่องเที่ยวมาวังน้ำเขียวแล้วไม่มีที่พักก็จะไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามายัง จ.นครราชสีมาได้ และก็จะไม่มีเงินสะพัดและกระทบต่อรายได้ของประชาชน ดังนั้นตนต้องการให้กรมป่าไม้มีการควบคุมเขตพื้นที่ปัจจุบันเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม หรือมีคำสั่งให้มีการปรับภูมิทัศน์โดยให้รีสอร์ตแต่ละแห่งมีการปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยต่อสิ่งที่ขาดหายไป แต่หากมีคำสั่งให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตนเชื่อว่าจะเป็นการทำลาย อ.วังน้ำเขียวมากกว่า และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมาและที่กำลังจะเกิดขึ้นก็จะเสียหาย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือรายได้ของ จ.นครราชสีมาจะขาดหายไป”นายเสมอ กล่าว

 

ประธานชมรมยอมรับรีสอร์ต70เปอร์เซ็นต์ผิด

          ด้านนายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอ.วังน้ำเขียว เปิดเผยว่าปัจจุบัน อ.วังน้ำเขียวมีรีสอร์ต ที่พัก รวมทั้งหมดประมาณ 6,000-,7000 ยูนิต มีโฮมสเตย์อีก 500 ยูนิต และมีโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างและดำเนินการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาประมาณ 5-6 แห่ง หรือประมาณ 10% ซึ่งไม่สามารถกล่าวถึงชื่อได้ ซึ่งแต่ละแห่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว และมีการต่อเติม ปรับปรุงเพิ่มเท่านั้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึงในปีนี้

          สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอ.วังน้ำเขียว เช่น ผาเก็บตะวัน, ผาชมตะวัน,อุทยานเขาแผงไม้, สวนผักลุงไกร, สวนลุงโชคศูนย์การเรียนรู้ตามพระราชดำริ, ศาลเจ้าพ่อหลวงราช ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่เอกชนสร้าง เช่นสวนดอกหน้าวัวสุชาดา, ไร่องุ่นวิลเลจฟาร์ม, ศูนย์การเรียรู้นิภา, โฮมสเตย์นายอินทร์, บุไทรโฮมสเตย์ อะคัฟออฟเลิฟ, เขาแผงม้าออร์คิดส์ โกลด์เม้าท์เท่น วังน้ำเขียวรีสอร์ท และโรงแรมคาซ่า เพ็นดิโอ้ เป็นต้น

          “ยอมรับว่ากว่า 70% ผิดอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ต้องทำเกษตรกรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเจ้าหน้าที่จะเข้ามายึดคืนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ตนขอแนะนำว่าเจ้าหน้าที่รัฐควรเข้ามาจัดระเบียบพื้นที่เป็นเขตการท่องเที่ยวพิเศษ เพื่อเก็บภาษีเข้ารัฐจะดีกว่า การกระทำใดๆ ควรศึกษาให้รอบคอบ

          เพราะอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของ อ.วังน้ำเขียวที่มีเงินสะพัดปีละกว่า 1,000 ล้านบาท อ.วังน้ำเขียวเริ่มมีการก่อสร้างรีสอร์ตมากว่า 10 ปี จนถึงปัจจุบันมีรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศทั้งรายใหญ่และรายเล็กเกิดขึ้นกว่า 1,000 แห่ง รวมทั้งที่พักเกิดใหม่ยังไม่จดทะเบียนอีกจำนวนมาก "นายพงษ์เทพ กล่าวและว่า

          โดยเจ้าของส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนทั่วไปทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่รวมทั้งนายทหาร นายตำรวจ ยศระดับนายพล ข้าราชการระดับสูง นักการเมืองระดับชาติ ศิลปินดารา ตลก นักร้องและนักแต่งเพลง  การก่อสร้างแต่ละแห่งผู้ประกอบการมองว่าเมื่อมีความเจริญเข้ามาก็ต้องมีการรองรับนักท่องเที่ยว เรามาตามความเจริญที่เกิด ตามสาธารณูปโภคที่หน่วยงานรัฐจัดหาให้ 

          ขณะนี้ผู้ประกอบการไม่มีความมั่นใจ และยังไม่ชัดเจน ขอให้เจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลการได้แจ้งให้กับผู้ประกอบการได้รับทราบว่าจะเข้ามาตรวจสอบวันไหน ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายพร้อมที่จะให้ความร่วมมือให้เข้ามาตรวจสอบ

          " เรายินดีทำตามกฎหมาย อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด อะไรถูกก็ว่าไปตามถูก อยากจะขอความชัดเจนเรื่องความเสมอภาคกัน ผลกระทบเกิดขึ้นทั้งอำเภอแน่นอน แม่ค้า พี่น้องเกษตรกรอยู่ไม่ได้ กลับไปสู่ยุคเดิม มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อสินค้า กดราคาเกษตรกร แต่ปัจจุบันเกษตรกรสามารถนำออกมาขายได้โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นต้น จะเกิดผลกระทบขึ้นทั้งวงจร เกิดการชะลอการลงทุน การจ้างงานต้องหยุดชะงัก ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าจะขายของได้หรือไม่ยอดขายหายไปกว่า 70%" นายพงษ์เทพ กล่าว

          แหล่งข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาคนหนึ่งเปิดเผยว่า  พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว แบ่งการปกครองออกเป็น 5 ตำบล ได้แก่ ต.ไทยสามัคคี, วังหมี, อุดมทรัพย์, ระเริง และวังน้ำเขียว มี 83 หมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ 1,230 ตารางกิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด 700,000 กว่าไร่

          โดยแยกเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานประมาณร้อยละ 15, พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประมาณร้อยละ 10, พื้นที่เขตอนุรักษ์ประมาณร้อยละ 20 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 55 เป็นที่ดินที่ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. และพื้นที่ที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท..5) ด้วยสภาพภูมิประเทศลาดชันมีความเป็นธรรมชาติจากทรัพยากรป่าไม้ และสภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

          จึงทำให้มีการบุกรุกก่อสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศ ทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน เปิดให้บริการจำนวนมากเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้รับมอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูหลวง อำเภอวังน้ำเขียว จากกรมป่าไม้จำนวน  241,000 ไร่ ปัจจุบันดำเนินการปฏิรูปที่ดินและออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ไปแล้วจำนวน 136,000 ไร่

          นอกจากนี้เป็นพื้นที่ป่าสงวนของกรมป่าไม้ และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีเพียงตำบลอุดมทรัพย์เท่านั้น ที่ได้รับการออกเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดิน จำนวน 9,318 ไร่

          อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อก่อสร้างรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ และโฮมสเตย์ ก่อนหน้านี้ ส.ป.ก.ได้ร่วมกับอำเภอวังน้ำเขียว กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประชุมร่วมกันมาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ดังกล่าวอย่างผิดกฎหมาย

          โดยให้ขีดเส้นว่าพื้นที่ตรงไหนเป็นของหน่วยงานใด จากนั้นมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมารับผิดชอบและทำแผนบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้กรมป่าไม้ทราบแล้ว  สำหรับพื้นที่สุ่มเสี่ยงจะอยู่ในพื้นที่ ต.ไทยสามัคคีและ ต.วังน้ำเขียว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และเขาใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ล้ำเข้าไปและกรมป่าไม้ได้สั่งให้ออกจากพื้นที่เขตอุทยานแล้วทั้งหมด  8 ราย