ข่าว

สังคมวอน...ขายฝันได้ แต่ต้องให้สำเร็จ

สังคมวอน...ขายฝันได้ แต่ต้องให้สำเร็จ

20 ก.ค. 2554

ประเด็นเด็ดเผ็ดร้อน ณ ช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น "นโยบายอภิมหาชาติ" ของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี 15,000 บาท ยกเลิกกองทุนน้ำมัน รวมถึงนโยบายถมทะเลเพื่อสร้างเมืองใหม่ และอีกหลายสิบโปรเจกท์ แน่นอนว่าย

          สาวใหญ่รักความงามเป็นนิจ "ป้อม" วิภารดี ภูวนาถนรานุบาล ให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่นี้ว่า คงต้องเจอกับปัญหาหนักหนากว่ารัฐบาลชุดที่กำลังจะหมดไป เพราะนโยบายมากมายที่นำเสนอออกมาระหว่างหาเสียง กลายเป็นความหวังของประชาชนโดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่ถือว่ามีจำนวนมากถึง 30-40 ล้านคน ขณะเดียวกันก็เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำตามนโยบายของตัวเองตามที่ประกาศเอาไว้ขณะหาเสียงซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายในการลงมือทำ
 
          "เมื่อนโยบายเหล่านี้กลายเป็นความฝันของประชาชนทุกคน จึงไม่ใช่เรื่องที่จะละเลยหรือละทิ้ง ยกตัวอย่าง ค่าแรกขั้นต่ำวันละ 300 บาท บางโรงงานอาจจะทำได้ถ้าสินค้าหรือธุรกิจของเขาผูกขาด แต่ถ้าเป็นโรงงานขนาดเล็กลงมาหน่อย อาจจะมีข้อจำกัดทำให้เขาไม่สามารถทำได้ ถ้าให้มองรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท ป้อมว่าสมควรที่สุด ดีไม่ดีอาจจะต้องเพิ่มขึ้นไปเป็น 350-400 บาทด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้ต้องค่อยๆ เพิ่มขึ้นไม่ใช่ปุ๊บปั๊บแบบนี้ และน่าจะขยับไปถึงเดือนละ 12,000-15,000 บาทด้วยซ้ำ ส่วนจบปริญญาตรีจะต้องได้เงินเดือน 15,000 บาท เป็นสิ่งที่ดี แต่ถามหน่อยว่าแล้วคนที่จบปริญญาโท ปริญญาเอกจะเป็นยังไงต่อไป ถ้ามีนโยบายนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าแรงงานที่ได้เงิน 300 บาทต่อวัน จะหาทางที่จะเรียนจบปริญญาตรีเพื่อทำงานให้ได้เงินเดือน 15,000 บาท ถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ผู้ว่าจ้างงานอาจจะคัดคนเหล่านี้ออก เพราะเขาอาจจะมองว่าเอาคนเก่าไว้ดีกว่าและเพิ่มเงินเดือนให้นิดหน่อย ดีกว่าที่จะมานั่งฝึกเด็กจบใหม่ที่ไม่รู้งานอะไรเลยหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องที่น่ากลัว
 
          จริงๆ แล้วนโยบายที่เขานำเสนอมาแต่ละข้อ ถือเป็นพื้นฐานชั้นต้นของชีวิตมนุษย์ที่พึ่งจะต้องได้ แต่เป็นนโยบายที่ไม่ได้มีการวางแผนเอาไว้ก่อน ดังนั้นสิ่งที่นำเสนอออกมาจึงกลายเป็นความหวังของมนุษย์ 40 ล้านคนจริงๆ ดังนั้นส่วนตัวแล้วอยากจะให้เขาได้เข้ามาบริหารประเทศให้เร็วที่สุด เพื่อที่เขาจะได้แสดงศักยภาพนำพาประเทศไปให้ดีที่สุดแต่กลัวจะสะดุดมากๆ ที่สำคัญในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนไทย ได้ออกไปใช้สิทธิของเราแล้ว ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่คนที่เราเลือก ต้องพร้อมใจกันเดินไปข้างหน้า มิฉะนั้นประเทศของเราอาจจะล่มสลายในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า ถ้าหากคนในประเทศเราจะตบตีกันมากขนาดนี้" สาวเจ้าของผลิตภัณฑ์ความงาม กล่าววิงวอน
 
          ฟากว่าที่ด็อกเตอร์หนุ่ม "ป่าน" ศรัณฐ์ หวั่งหลี ทายาทธุรกิจ "นวกิจประกันภัย"  มองนโยบายทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ ของว่าที่รัฐบาลใหม่ถอดด้ามว่า อยากให้คิดถึงคำพูดที่ว่า "ถ้าเราให้ข้าวปลากับคนจนก็จะอิ่มในวันนี้ แต่ถ้าให้เครื่องมือจับปลาเขาก็จะอิ่มอีกในวันหน้า" อยู่ที่ว่าจะออกแบบสิ่งเหล่านี้อย่างไร อย่างนโบายบัตรเครดิตชาวนา ถ้าให้สินเชื่อไปแล้วจะบริหารจัดการอย่างไรให้ออกมาดี เพราะถ้าจัดการไม่เป็นก็จะทำให้เกิดหนี้ระยะยาวแน่นอน ส่วนเรื่องเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ของคนจบปริญญาตรีใหม่ เห็นด้วยเพราะจะทำให้คนเก่งๆ อยากทำงานเมืองไทยมากขึ้น และจะทำให้คนอยากเรียนสูง สำหรับบริษัทใหญ่ๆ อาจไม่ใช่ปัญหา ต้องมาถกกันที่บริษัทเล็กๆ หรือกลุ่มเอสเอ็มอี ถามว่าจะสามารถจ่ายได้อย่างไร ทุกวันนี้เท่าที่ทราบเริ่มที่ประมาณ 12,000 บาท ส่วนต่างเอามาจากไหน
 
          "ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ผมมองในแง่ลูกจ้างต้องรู้สึกยินดีอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่านายจ้างจะทำยอมรับและทำได้ไหม และสิ่งที่อยากรู้คือเขาจะบังคับให้ขึ้นไป 300 บาทด้วยเหตุผลอะไร ถ้าตอบไม่ได้ว่าที่มาที่ไปของการขึ้นอีก 40 เปอร์เซ็นต์คืออะไรเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ หรือที่มีข่าวว่าจะเกิดการไหลเข้ามาของแรงงานต่างด้าวมากขึ้น มีการฟ้องร้องต้องได้รับค่าแรงเท่าคนไทย เรื่องนี้ผมว่าอย่าเอาใจคนต่างด้าวเกินเหตุ เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่แรงงานในประเทศกับต่างด้าวจะได้ค่าจ้างไม่เท่ากัน สำหรับนโยบายถมทะเลเพื่อพัฒนาเป็นเมืองใหม่ ผมว่าเรายังมีทรัพย์สินอยู่อีกหลายอย่างให้นำมาพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำตรงนี้ก่อนดีไหม แต่ทั้งนี้ก็ต้องให้เวลานะเพราะตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย ดูสักระยะแล้วจะรู้ว่านโยบายต่างๆ จะออกมาดีแค่ไหน " ว่าที่ดอกเตอร์ ย้ำ
 
          ด้านสาวสังคมตัวยง "น้อย" ณภัสวรรณ จิลลานนท์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า หลายๆ นโยบายที่รัฐบาลชุดนี้หาเสียงไว้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ทำยาก โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้องอย่าง ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท เงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเริ่มเข้าทำงาน 15,000 บาท หรือข้าวเปลือกเจ้าจะใช้ระบบจำนำที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท
 
          "เมื่อตอนหาเสียงนโยบายต่างๆ ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยภาพรวมให้หลายฝ่ายได้ฝันเฟื่องโดยเฉพาะรากหญ้า และบางนโยบายพูดแบบกำกวมเหมือนเป็นการหลอกลวงเล็กๆ อย่างนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทและเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเริ่มต้น 15,000 บาท เป็นนโยบายก้าวกระโดดที่ทำยากและต้องพิจารณาว่าจะทำได้จริงหรือไม่ โดยรวมแล้วจะกระทบกับส่วนไหนบ้าง เงินที่จะนำมาดำเนินนโยบายจะมาจากไหน และถ้าถึงเวลาแล้วทำไม่ได้อย่างเมื่อครั้งที่หาเสียงไว้ รากหญ้าก็อาจจะลุกฮือขึ้นมาเรียกร้อง ปัญหาหลายอย่างก็จะเกิดขึ้นตามมาแน่นอน" สาวสัมคมรุ่นใหญ่ ให้ความเห็น
 
          สุดท้ายที่ลูกสาวสุดรักของ ผบ.สส. "แต้" รวิตา จักกาบาตร์ ที่กำลังศึกษาอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ทุกคนต้องให้โอกาสกับรัฐบาลชุดใหม่ได้เข้ามาบริหารประเทศ จริงอยู่ที่นโยบายต่างๆ ที่เสนอออกมาระหว่างหาเสียงหลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องเพ้อฝันเพื่อเรียกคะแนน แต่ส่วนตัวแล้วกลับมองว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความเป็นไปได้แม้จะมีหนทางที่ยากลำบากแฝงอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนจะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะคอยเอาใจช่วยหากการบริหารประเทศในแบบของเขา ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศในอนาคต
 
          ก็นานาจิตตัง......