ข่าว

ติวเข้มเอสเอ็มอีไทยรุกตลาดอาเซียน

ติวเข้มเอสเอ็มอีไทยรุกตลาดอาเซียน

19 ก.ค. 2554

ไอทีดีเร่งอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการไทยชิงความได้เปรียบตลาดอาเซียน เน้นกลุ่มเอสเอ็มอี เตรียมดึงเอกชนเข้าร่วมฟังข้อมูลการค้าโลกวันที่ 26 ก.ค.นี้ พร้อมเร่งสร้างทีมเจรจาการค้าสำรอง ระบุ 3 อุตฯ หลักของไทยยังได้เปรียบคู่แข่ง

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) ซึ่งถือเป็นสาขาเดียวของอังค์ถัดในไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไอทีดีทำหน้าที่อบรมหรือเป็นศูนย์การเรียนรู้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้า การพัฒนาและการลงทุน โดยในปีนี้ทางสถาบันให้ความสำคัญต่อการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมฝึกอบรมมากขึ้น ทั้งกลุ่มผู้ส่งออกและเอสเอ็มอีเพื่อเตรียมพร้อมรับการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปี 2558 โดยในปีหน้าจะเปิดให้ผู้สนใจจากกลุ่มอาเซียนเข้ามาอบรมที่สถาบันได้ด้วย

 นอกจากนั้นวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ทางอังค์ถัดและไอทีดี จะเปิดเผยข้อมูลรายงานการลงทุนของโลกและแนวโน้มในอนาคตเพื่อเป็นประโยชน์ด้านการค้าการลงทุน โดยจะเชิญองค์กรต่างประเทศ ตัวแทนสถานทูต บริษัทต่างประเทศในไทย บริษัทใหญ่ๆ ในไทย องค์กรภาครัฐ กระทรวงเศรษฐกิจ บีโอไอ และรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งปีนี้จะเน้นไปที่การลงทุนภาคบริการ ทั้งโรงแรม โรงเรียน โรงพยาบาล สายการบินและแฟรนไชส์ เพื่อให้สอดรับการเปิดเสรีภาคบริการ

 "คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้ารับฟังข้อมูลประมาณ 200 คน มากกว่าปีก่อนที่มีประมาณ 100 คน เนื่องจากภาคเอกชนมีความตื่นตัวมากขึ้น จึงอยากให้เอสเอ็มอีเข้ามาร่วมรับฟังข้อมูลด้วยเพื่อจะได้ตามกระแสการค้า การลงทุนของโลกได้ทัน เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีของไทยยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการลดภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนมากนัก  ซึ่งไทยมีความตื่นตัวรับเออีซีน้อยกว่าลาวด้วยซ้ำ ขณะที่รายใหญ่ๆ เริ่มมีการปรับตัวไปแล้วทั้งการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีความได้เปรียบ" นายวีระศักดิ์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ไทยได้เปรียบในการเจรจาการค้า ทางสถาบันจึงจัดอบรมหลักสูตรสร้างทีมเจรจาการค้าสำรอง โดยปีนี้มีผู้สนใจสมัครเข้ารับการอบรมถึง 60-70 คน โดยจะคัดเลือกมา 40 คนเพื่อติวเข้มเหมือนเจรจาการค้าจริง และมอบใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดึงตัวไปร่วมทีมเจรจาการค้าได้ในอนาคต ซึ่งแต่ละปีจะมีการประชุมนับพันครั้ง

 ทั้งนี้ จากผลการศึกษาทิศทางการย้ายฐานการผลิตของใน 3 อุตสาหกรรมพบว่า ในส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ไทยเป็นฐานรับจ้างผลิต(โออีเอ็ม)มานานแล้วและยังมีความได้เปรียบ เชื่อว่านักลงทุนจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปจากไทย ส่วนเสื้อผ้าสำเร็จรูป อาจมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่มีแรงงานต่ำกว่า ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อก้าวไปสู่การผลิตสินค้าไฮเอนด์ ส่วนอาหารแปรรูปนั้นไทยเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้วคงไม่มีการย้ายฐานการผลิตแต่ต้นทุนในการผลิตอาจจะสูงขึ้น