
ธ.ก.ส.พร้อมสนองโครงการประชานิยม
ธ.ก.ส.แจงพร้อมสนอง 4 นโยบายรัฐบาล ทั้งพักหนี้-รับจำนำ-บัตรเครดิตชาวนา และกองทุนหมู่บ้าน แต่ขอให้รัฐเร่งเคลียร์หนี้เดิม 1-6 แสนล้านหวั่นไม่มีเงินพอรองรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้าน
นายประกิต เชวงนิรันดร์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.พร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่โดยขณะนี้ได้รวบรวมรายละเอียด ข้อดี ข้อเสีย พร้อมข้อเสนอแนะ 4 นโยบายเพื่อเสนอให้รัฐบาลใหม่กำหนดเป็นนโยบายได้ทันทีที่เข้ามาบริหารประเทศ ทั้งการพักชำระหนี้เกษตรกร รับจำนำข้าว บัตรเครดิตชาวนา และกองทุนหมู่บ้าน แต่อยากฝากให้รัฐบาลช่วยดูแลด้านการเงินให้ธ.ก.ส.ด้วย โดยเฉพาะการเร่งชำระหนี้ในอดีต จากการทำโครงการพักชำระหนี้ไป 2 ครั้งที่ปัจจุบันมีภาระหนี้อยู่ที่ 1.5-1.6 แสนล้านบาท หรือรัฐบาลจะต้องใส่เงินก้อนใหม่เข้ามาเนินโครงการ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะเกินความสามารถของธ.ก.ส.ที่จะดำเนินการเองได้
“อดีตการพักชำระหนี้ครั้งแรกทำเฉพาะลูกหนี้ที่มีหนี้ไม่เกินรายละ 1 แสนบาท ซึ่งคิดเป็นลูกค้าธ.ก.ส. 70% หรือกว่า 3 ล้านครัวเรือน ส่วนการพักชำระหนี้ครั้งที่ 2 ให้ลูกหนี้เอ็นพีแอล คิดเป็น 20% รวมใช้เงินไปถึง 1 แสนล้านบาท มีเอ็นพีแอลเกิดขึ้นกับธนาคารบ้างแต่ยังพอรับมือได้ แต่หากจะพักชำระหนี้ถึง รายละ 5 แสนบาทนั้นถือสูงมาก” นายประกิต กล่าว
สำหรับการรับจำนำข้าวนั้น คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในฤดูกาลผลิตข้าวนาปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป โดยธ.ก.ส.จะเสนอข้อดีข้อเสียรูปแบบการรับจำนำทั้งแบบประทวน และแบบยุ้งฉางให้รัฐบาลพิจารณา ขณะเดียวกันก็จะยุติการรับประกันราคาพืชผลโดยยอมรับว่าการรับจำนำข้าวมีข้อเสียคือ มีช่องโหว่ให้ทุจริตได้ง่ายและหากเก็บข้าวไว้นานเกินไป คุณภาพจะลดลง ส่งผลให้ขายไม่ได้ราคาดังนั้นหากจะเดินหน้าก็ต้องปิดช่องโหว่เหล่านี้ให้ดีด้วย
“ช่วงปี 2551-2552 ธ.ก.ส.รับจำนำข้าวที่ราคาตันละ 1.2 หมื่นบาท ไป 9.4 ล้านตัน ใช้เงินกว่า 1.1 แสนล้านบาท ถ้านโยบายระบุว่ารับจำนำไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท คาดว่าจะใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาท ธ.ก.ส.มีข้อเสนอแนะให้ลงทะเบียนเกษตรกร ด้วยการทำประชาคม เพื่อให้รู้พื้นที่เพาะปลูก และเป็นชาวนาที่ทำอาชีพทำนามานาน” นายประกิต กล่าวและว่าส่วนการทำบัตรเครดิตชาวนามองว่าไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน อีกทั้งปัจจุบันธ.ก.ส.ไม่มีบัตรเครดิต ดังนั้นต้องใช้เวลาในการพัฒนาระบบให้พร้อมก่อนคาดว่าอาจะเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยเบื้องต้นจะให้ใช้รูดเฉพาะค่าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตเท่านั้น อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรกล รถไถ โดยส่วนหนึ่งจะใส่เงินเข้าบัญชีไว้ อีกส่วนหนึ่งใส่ไว้ในบัตร และต้องคัดเลือกร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการที่มีประวัติที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต



