
แนะรัฐช่วยเอสเอ็มอีปรับตัวลอยค่าก๊าซ
หอการค้าเสนอรัฐบาลช่วยเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากลอยตัวก๊าซแอลพีจี เผยเตรียมทำดัชนีการใช้พลังงาน รองรับความต้องการใช้ขยายตัวขึ้น
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย เปิดเผยว่า การประกาศลอยตัวก๊าซแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมที่มีผลวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตเครื่องเซรามิกและแก้ว ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนให้อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ สามารถปรับตัวรับมือได้ เพราะต้องยอมรับว่าการปรับราคาลอยตัวเป็นขั้นบันได ที่ไตรมาสละ 3 บาท รวมเวลา 1 ปี จะมีต้นทุนพลังงานแอลพีจีเพิ่มขึ้น 12 บาท ถือเป็นภาระหนักสำหรับเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่ทำให้เอสเอ็มอีทั้งเซรามิกและแก้ว ต้องถึงขั้นปิดกิจการลง เพราะธุรกิจนี้ยังมีโอกาสทางการตลาดหากรัฐสามารถช่วยให้ธุรกิจดังกล่าวปรับตัวได้
ทั้งนี้ เอกชนเห็นว่าในภาพรวมการใช้พลังงานจากนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคา ดังนั้น หากภาครัฐจะกำหนดราคาพลังงานในทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง จะช่วยลดปัญหาการลักลอบนำพลังงาน จากภาคครัวเรือนที่มีราคาถูกกว่า มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม
นายสนั่นกล่าวอีกว่า ขณะนี้หอการค้ากำลังรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในภาคธุรกิจเพื่อนำมาจัดทำดัชนีการใช้พลังงาน สำหรับใช้เป็นส่วนประกอบกำหนดนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งทิศทางการใช้พลังงานของในภาคธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการเข้ามาลงทุนในไทยที่สูงตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้หอการค้าได้ทำการสำรวจพบว่า สมาชิกหอการค้ามากกว่า 70% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี ต้องการประหยัดพลังงานในการทำธุรกิจ แต่ขาดองค์ความรู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด หอการค้าจึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์พลังงานจัดทำโครงการ "ประหยัดพลังงานแบบเพื่อนช่วยเพื่อน" เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงานเข้ามามีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับธุรกิจเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมอาหารและประมง เช่น แช่เยือกแข็ง ปลาป่น ธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล โรงภาพยนตร์ อุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตสินค้าต่างๆ



