
ศาลโลกตัดสิน:ไทย-กัมพูชา"วิน-วิน"
คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก ได้มีมติ 11 ต่อ 5 รับคำร้องของกัมพูชาที่ให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร
โดยให้ไทยและกัมพูชาถอนทหารทันทีออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาท และให้ระงับการประจำการทหารใดๆ ในพื้นที่โดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ศาลโลกยังมีมติให้ทั้งสองฝ่ายกำหนดเขตปลอดทหาร 4 จุดในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร เนื่องจากสถานการณ์ยังตึงเครียด ไม่มีเสถียรภาพ และอาจเลวร้ายลง รวมทั้งให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีสันติภาพ หลีกเลี่ยงการกระทำที่นำไปสู่ความขัดแย้ง
ขณะเดียวกันศาลโลกยังมีมติ 15 ต่อ 1 ไม่ให้ไทยปิดกั้นพื้นที่ที่รายล้อมเขาพระวิหาร และห้ามไทยขัดขวางการพัฒนาพื้นที่ของกัมพูชา อีกทั้งยังเรียกร้องให้ไทย-กัมพูชาอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสังเกตการหยุดยิง
ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศได้วิเคราะห์แนวโน้มคำตัดสินของศาลโลกไว้ 3 ประการ หนึ่งในแนวโน้มนั้นก็คือ การมีคำสั่งให้ไทย-กัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมถึงบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยประเมินว่า เป็นเพราะศาลอาจจะมองหาข้อกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรม และลดการเผชิญหน้าของ 2 ฝ่าย
แหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นด้วยว่า จากคำตัดสินของศาลโลกครั้งนี้อาจจะทำให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มผลการพิจารณาของศาลโลกในปีหน้าได้ กรณีที่กัมพูชายื่นคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาปี 2505 ว่าด้วยอาณาเขตปราสาทพระวิหาร
ขณะที่อดีตนักการทูตชื่อดังผู้หนึ่งย้ำว่า มติของศาลโลกที่สั่งไทย-กัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่ข้อพิพาทรอบปราสาทพระวิหารทันที เป็นแค่มาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อแสดงให้เห็นว่าศาลโลกไม่ได้ฟังความข้างเดียว และไม่ทำให้ฝ่ายใดเสียประโยชน์ หรือเป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ไม่อยู่ในเนื้อหาสาระของคดีที่กัมพูชาขอให้ตีความในคำพิพากษาปี 2505
ในส่วนการกำหนดเขตปลอดทหารนั้น ก็ไม่กระทบต่อการตีความปี 2505 ซึ่งควบแผนที่ 1 : 200,000 ตารางกิโลเมตร หรือไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำตัดสินเกี่ยวกับอธิปไตยในตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งไม่เกี่ยวกับเขตแดนหรือแผนที่
แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศอีกผู้หนึ่งให้ความเห็นว่า คำตัดสินนี้เป็นมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อจะสร้างบรรยากาศที่ดีต่อกัน "เรื่องนี้จะอ้างเรื่องเขตแดนเรื่องอธิปไตยไม่ได้ เพราะคำตัดสินนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน"
แหล่งข่าวระดับสูงผู้นี้มองว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเสมอตัวจากคำตัดสินนี้ ไม่มีใครได้หรือใครเสีย เพราะขณะที่กัมพูชาอาจจะขัดใจไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ก็ได้ในเรื่องการเดินหน้าพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร
"แต่ที่ฟันธงได้เลยก็คือ ศาลโลกค่อนข้างให้น้ำหนักกับหลักฐานและข้อมูลของไทย และมองว่า การปะทะที่เกิดขึ้น ซึ่งกัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจจะโจมตีปราสาทพระวิหารนั้น ศาลโลกกลับมีปมสงสัยว่า เหตุใดกัมพูชาจึงมีทหารอยู่ที่ปราสาทพระวิหารทั้งๆ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คำพูดและหลักฐานได้ย้อนกลับมารัดคอกัมพูชาเอง"
ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชาหลายคนต่างวิเคราะห์คล้ายๆ กันว่า คำวินิจฉัยของศาลโลกครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามคำร้องขอของฝ่ายกัมพูชา ที่ต้องการให้ศาลโลกพิพากษาให้ฝ่ายไทยถอนทหารเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งยังค่อนข้างสอดคล้องกับท่าทีของไทย ที่แสดงจุดยืนมาตลอดว่าต้องการเจรจาระดับทวิภาคี
ในเรื่องของเขตปลอดทหารนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนและการมีเขตปลอดทหารไม่ได้หมายความว่าไทยได้โอนอธิปไตยให้กัมพูชา แต่เป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะ และไม่ส่งผลกระทบต่อการตีความคำพิพากษาปี 2505
แต่สิ่งที่ฝ่ายไทยพึงรู้ทันก็คือ ในทางกฎหมายแล้วอำนาจของมาตรการชั่วคราวสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ตลอดเวลา และไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดน โดยฝ่ายกัมพูชาอาจขอให้ขยายบริเวณเพิ่มเติมได้หากมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ถ้าเกิดการปะทะขึ้น ไทยเองก็ควรระวัง เพราะหากตอบโต้รุนแรง ก็อาจตกลงหลุมพรางของกัมพูชา อย่างไรก็ดี ศาลโลกก็สามารถอ่านเกมออกว่ามีการยั่วยุก่อนหรือไม่
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ คำตัดสินของศาลโลกครั้งนี้ค่อนข้างเป็นไปในแนวเดียวกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) โดยเฉพาะการตัดสินให้อินโดนีเซียในฐานะประธานกลุ่มอาเซียนเข้ามาสังเกตการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ที่สำคัญก็คือ เท่ากับส่งสัญญาณทางอ้อมไปถึงคณะกรรมการมรดกโลกให้ระมัดระวังท่าทีให้ดี แม้คณะกรรมการมรดกโลกจะยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนก็ตาม
เหนืออื่นใด คำพิพากษาศาลของศาลโลกจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้นำไปปฏิบัติตามหรือไม่ ในเมื่อมีความคลุมเครืออยู่ในบางประเด็น กรณีไม่ให้ไทยปิดกั้นพื้นที่ที่รายล้อมเขาพระวิหาร และห้ามไทยขัดขวางการพัฒนาพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งถ้าหากพื้นที่นั้นอยู่ในเขตไทย กัมพูชาก็จะต้องขออนุญาตจากไทยก่อน
ส่วนคำตัดสินว่าจะรับหรือไม่รับการตีความคำพิพากษาปี 2505 จะมีขึ้นในปีหน้า ซึ่งกัมพูชายังไม่ได้ยื่นคำฟ้อง ได้แต่ยื่นคำร้อง ฝ่ายไทยเองก็ต้องเสนอคำแก้คำฟ้องหรือคำร้องนั้น
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



