
ประชาธิปไตยที่รัก-มองโลกในแง่ดีเมื่อมีการเมืองแบบนโยบายเป็นใหญ่
เมื่อผ่านไปสองสัปดาห์จากการเลือกตั้ง สิ่งที่น่าสนใจของการเมืองไทยก็คือเรื่องของข้อถกเถียงและคัดค้านข้อเสนอเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ว่าไม่สามารถทำๆ ได้ ตามหน้าสื่อทั่วไป โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์
เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าจะนำมาคุยกันได้อยู่หลายเรื่อง
เรื่องที่หนึ่ง หากมองในแง่บวก น่าจะตีความได้ว่า การเมืองไทยได้ก้าวไปสู่ยุคของการเมืองแบบนโยบายอย่างจริงจัง ในความหมายที่ว่าการเมืองและการตัดสินใจเลือกทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการตัดสินใจเลือกจากนโยบายต่างๆ ของพรรคการเมือง
รวมทั้งความนิยมทางการเมืองนั้นก็มาจากผลงานของนักการเมือง มากกว่าความดีหรือคุณธรรมทางการเมือง
จุดเด่นของการเมืองแบบนโยบายก็คือ เป็นการเมืองที่เชื่อกันว่าเป็นการเมืองของสติ และความมีเหตุผล เพราะเชื่อว่าพรรคการเมืองนั้นจะต้องทำหน้าที่ของการรวบรวมข้อเสนอที่หลากหลายของกลุ่มพลังทางสังคมมาจัดทำเป็นนโยบาย และประชาชนเองก็จะเลือกพรรคต่างๆ ตามนโยบาย
อย่างไรก็ตามการเมืองแบบนโยบายนั้นก็สามารถกลายเป็นการเมืองประชานิยมในความหมายเชิงลบได้เช่นกัน หากมีผู้นำที่สามารถยึดกุมจิตใจประชาชนได้เพราะเข้าใจทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะทุกข์ยากที่มาจากความขัดแย้งทางชนชั้น หรือพูดง่ายๆ ว่าเกิดไปเจอผู้นำที่อธิบายปัญหาได้ตรงใจ แต่ในท้ายที่สุดก็อาจจะแก้ไม่ถูกทาง (แต่อย่างน้อยก็ระบุปัญหาถูก) หรือยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหาในระยะยาว
โดยภาพรวมแล้ว การเมืองแบบนโยบายนั้นล้วนแล้วแต่จะส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงกันในสังคมประชาธิปไตยนั่นแหละครับ
เรื่องที่สอง ก็คือว่าสิ่งที่เราพบเห็นในช่วงสองสัปดาห์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นการเมืองบนเหตุผล หรือเป็นเรื่องของความไม่ปรองดองของสื่อในการนำเสนอข่าวกับระบอบประชานิยมแบบชินวัตรจากพี่สู่น้อง (ขึ้นอยู่ว่าจะมองว่าเป็นเชิงลบหรือบวก)?
คำตอบก็คือ ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า จังหวะนี้คือจังหวะของการต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญของสื่อที่มีลักษณะทางชนชั้นของตัวเอง กับระบอบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าสื่อเองนั้นก็มีลักษณะของความเป็นชนชั้นกลางที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายดังกล่าว และมิพักต้องกล่าวว่าการต่อสู้ของสื่อกับระบอบชินวัตรยุคที่แล้วนั้นจบลงด้วยชัยชนะของสื่อ
ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าสื่อไม่ควรและไม่สามารถวิจารณ์นโยบายของเพื่อไทยได้ ประเด็นก็คือสื่อควรจะวิจารณ์อย่างเข้มข้น และต่อเนื่องแต่ในการวิจารณ์ดังกล่าวนั้น สื่อควรจะนำเสนอความเห็นรอบด้านมากกว่าที่จะเน้นการวิจารณ์ด้วยตัวแบบง่ายๆ ของคู่ความขัดแย้ง ซึ่งบางทีสื่ออาจจะมองความขัดแย้งไม่รอบด้าน (หากไม่จงใจและมีอคติในการมองเอาเสียด้วยในหลายกรณี)
ตัวอย่างเช่นกรณีของค่าแรงสามร้อยบาท ซึ่งจะเห็นถึงอาการลิงโลดของสื่อในการตอกย้ำว่า เป็นไปไม่ได้เพราะสื่อเชื่อว่าหลักฐานที่สำคัญอยู่ที่ว่านายทุนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ และพรรคเพื่อไทยเองก็ออกมายอมรับว่าทำได้บางจังหวัด
แต่ประเด็นก็คือถ้าขาดการไตร่ตรองในการนำเสนอ ด้วยเชื่อว่าตัวแบบการเสนอข่าวเป็นคู่ขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยกับนายทุน สื่อก็จะม้วนตัวเข้าสู่ความขัดแย้งนั้นและกลายเป็นกระบอกเสียงของนายทุนมากกว่าชนชั้นกลาง โดยเฉพาะบรรดาสื่อเศรษฐกิจทั้งหลาย
คำถามก็คือ พื้นที่ในเรื่องนี้เป็นพื้นที่ของแรงงานด้วยไหม ไม่มีสื่อไหนกล้าหาญพอที่จะนำเสนอและพาดหัวข่าวว่าแรงงานนั้นไม่พอจะกิน และไม่มีเงินเก็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของการเก็บตกจากเวทีเสวนาหรูตามสำนักงานหนังสือพิมพ์หรือโรงแรม (ที่สื่อจัดเองแล้วเก็บตังค์คนไปฟังด้วยซ้ำ) แต่เป็นเรื่องของงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์แรงงานและขบวนการแรงงานอีกมากมาย
รวมทั้งไม่มีใครสนใจจะถามว่าเราเคาะค่าแรงขั้นต่ำกันแทบตาย แต่เราเคยถามไหมว่าสังคมจะอนุญาตให้มีการแสวงหากำไรได้มากน้อยแค่ไหนในกิจการต่างๆ
การตรวจสอบของสื่อในการเมืองแบบนโยบายนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำยิ่ง แต่ที่กระทำอยู่นั้นใช่หรือเปล่า? ถ้าเรามีระบอบประชานิยมกลับมา สิ่งที่ตรวจสอบระบอบดังกล่าวเป็นนายทุนนิยมหรือเปล่า เป็นคนเมืองนิยม หรือเป็นชนชั้นกลางนิยมไหม
ตรวจสอบตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วยครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
[email protected]



