ข่าว

 300บาทฝันสุดเอื้อม'แรงงานต่างด้าว'

300บาทฝันสุดเอื้อม'แรงงานต่างด้าว'

19 ก.ค. 2554

ย้อนไปเดือนเมษายน 2554 คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายชัดเจนว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท

           ในวันนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย กล่าวยืนยันความตั้งใจที่จะผลักดันให้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเป็นจริง แต่ขอฟังจากหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทขนาดเล็ก กระทรวงแรงงาน และฝ่ายดูแลงบประมาณทั้งหมดด้วย แต่สำหรับแรงงานต่างด้าวนั้น คงไม่เกี่ยว เพราะเป็นนโยบายให้พี่น้องชาวไทยเท่านั้น

            เพียงประโยคเดียวว่า "แรงงานต่างด้าวไม่เกี่ยวกับ 300 บาท" เครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านแรงงานและกลุ่มเอ็นจีโอแรงงานข้ามชาติ พม่า ลาว กัมพูชา พร้อมใจยกหูโทรศัพท์สอบถามข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นประโยคที่ผิดมหันต์ หากวิเคราะห์ตามกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ, รัฐธรรมนูญไทย และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯลฯ

             สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ยืนยันว่า แรงงานต่างด้าวต้องได้รับค่าแรงเท่ากับแรงงานไทย ไม่ว่าจะเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นไปตามกติกาสากล เมื่อใครทำงานก็ต้องได้รับค่าจ้าง และค่าจ้างขั้นต่ำต้องเท่าเทียมกัน หากรัฐบาลไทยจะแยกค่าแรงให้มี 2 ขั้น คือ คนไทยกับแรงงานชาติอื่น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ผิดรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่สำคัญคือการละเมิดหลัก "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน"

            "รัฐบาลทุกประเทศต้องรับผิดชอบในการปกป้องและพิทักษ์ไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของรัฐและมนุษยชาติทุกคน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่เหนือกฎหมาย รัฐมีหน้าที่คุ้มครองไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนก็ตามที่เข้ามาอาศัยในผืนแผ่นดินไทย หลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน คือ การคุ้มครองแรงงาน เช่น ห้ามเลือกปฏิบัติ ให้มีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม มีสิทธิกลับภูมิลำเนา มีสิทธิรับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม การได้รับการศึกษา โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม และการคุ้มครองแรงงานขั้นพื้นฐานด้านอื่นๆ" สุรพงษ์กล่าว

            สุรพงษ์ยกตัวอย่างหลายคดีที่แรงงานพม่าฟ้องเจ้านายไทย ว่าโกงค่าแรงหรือเอาเปรียบค่าจ้าง สุดท้ายศาลแรงงานตัดสินให้ฝ่ายนายจ้างต้องจ่ายทุกคดี ตามที่พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนด เช่น กรณีแรงงานพม่า 34 ราย ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมกันต่อสู้ฟ้องร้องศาลแรงงานให้โรงงานนัทนิตติ้งชดเชยยอดค้างจ่ายค่าจ้าง 4.6 ล้านบาท

            สอดคล้องกับ อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายเอ็นจีโอด้านแรงงานข้ามชาติ ที่เห็นว่าหากรัฐบาลใหม่กีดกันไม่ให้แรงงานข้ามชาติได้ค่าแรงเท่าคนไทย จะเกิดผลเสียร้ายแรง คือ นายจ้างหรือโรงงานจะหันไปจ้างแรงงานข้ามชาติทันที เพราะค่าแรงถูกกว่า ถือว่าจ่ายถูกโดยไม่ผิดกฎหมาย ทำให้คนไทยตกงานมากขึ้น ส่วนที่กลัวว่าแรงงานจะทะลักเข้ามาเพิ่มนั้น อาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญเพราะทุกวันนี้ก็มีการเคลื่อนไหวเข้ามาตลอดอยู่แล้ว โดยที่นายจ้างไม่เคยให้เงินเท่ากับคนงานไทย

            ตัวเลขสถิติเดือนพฤษภาคม 2554 จากกระทรวงแรงงานระบุว่า จ.ตากมีแรงงานพม่าหมุนเวียนเข้าเมืองถูกกฎหมายอยู่ประมาณ 2.4 หมื่นคน ขณะที่ตำรวจเปิดเผยสถิติการจับกุมแรงงานพม่า ที่ลักลอบเข้าเมืองด้าน อ.แม่สอดได้แล้ว 1 หมื่นคนนับแต่ต้นปี 2554 จนถึงปัจจุบัน แต่ถ้ารวมกับหน่วยอื่นๆ จะมียอดรวมทั้งสิ้นเกือบ 5 หมื่นคน เนื่องจากแรงงานที่ทะลักเข้ามาจะหลบหนีไปพื้นที่ชั้นในมากขึ้น เพราะค่าแรงมากกว่าพื้นที่ชายแดน

            ตัวแทนชาวพม่าที่อาศัยอยู่เมืองไทยมานานหลายสิบปี ให้สัมภาษณ์ตรงไปตรงมาว่า พี่น้องแรงงานต่างด้าวนั้น ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เงินค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เพราะทุกวันนี้ค่าแรงที่กำหนดไว้วันละ 160 บาท พวกเขายังได้แค่ 80-100 บาทเท่านั้น นายจ้างขี้โกงจะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาเปรียบพวกเขา แต่ไม่มีใครออกมาโวยวายเพราะยอมรับสภาพ ไม่อยากมีปัญหาในอนาคต รัฐบาลจะประกาศให้วันละเท่าไร พวกเขาก็คงไม่ได้มากไปกว่านี้ 
   
           "ฟังข่าวเรื่อง 300 บาทแล้ว พวกเราไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่สนใจเพราะไม่เคยฝันว่าจะได้มากขนาดนั้น กฎหมายแรงงานที่มีอยู่คุ้มครองพวกเราไม่ได้ ไม่อยากให้ 300 บาทเท่าคนไทย ก็ไม่ว่าอะไร แต่อยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล เพราะตอนนี้แรงงานมีคู่ชีวิต มีลูก หรือผู้ติดตาม ถ้าญาติกลุ่มนี้ป่วยต้องจ่ายค่ารักษาแพงมาก ควรช่วยให้เข้ามาอยู่ในระบบประกันสุขภาพด้วย เช่น มีลูกก็ให้จ่ายเพิ่มคนละปีละ 1,900 บาท แล้วได้รับสิทธิรักษาเหมือนแรงงานขึ้นทะเบียน" ตัวแทนพม่าเสนอความเห็น

            ขณะที่  "ป้าวิ" หรือ "วิไลวรรณ แซ่เตีย" รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ยืนยันว่า แรงงานข้ามชาติต้องได้เงินค่าแรงขั้นต่ำเท่าคนไทยทุกประการ เพราะนี่คือหลักสิทธิมนุษชนสากล พร้อมขู่ว่าหากรัฐบาลเล่นตุกติกหรือใช้กลยุทธ์อืดอาด พวกเขาจะนัดระดมพลเพื่อวางแผนเคลื่อนไหวกดดันในเรื่องนี้อย่างแน่นอน

             "เฉพาะเครือข่ายเราก็มีประมาณ 1 แสนคนที่พร้อมออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม อย่าอ้างว่า 300 บาททำให้บริษัทเจ๊ง เพราะตอนพรรคเพื่อไทยหาเสียง ต้องรู้อยู่แล้วว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างไร เอาตัวเลข 300 บาทมาจากไหน พี่น้องแรงงานหลายคนไปเลือกตั้งเพราะเชื่อในนโยบาย 300 บาท เมื่อคุณรับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้"  ป้าวิกล่าวยืนยัน

            ผลสำรวจของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยวิเคราะห์กลุ่มผู้หญิงในโรงงาน 300 คนพบว่า แรงงานหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ไม่ยอมแต่งงาน เพราะมีปัญหาที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ร้อยละ 50 แต่งงานแต่มีลูกแค่คนเดียว เพราะเลี้ยงไม่ไหว ผู้หญิงหลายคนต้องทำงานเลี้ยงลูกเพียงลำพัง

            ที่ผ่านมาฝ่ายแรงงานมองว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล ไม่เคยคำนึงถึงฝีมือ, ประสบการณ์และคุณภาพชีวิตที่ดี จากข้อเสนอปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันนั้น ที่จริงตัวเลขนี้ยังไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานดีขึ้นมากนัก เนื่องจากคณะอนุกรรมการวิชาการกลั่นกรองค่าจ้าง วิเคราะห์ว่า หากต้องการให้ชีวิตแรงงานมีคุณภาพจริง ต้องปรับค่าจ้างเป็นอัตราเท่ากันทั่วประเทศ และตัวเลขที่สอดคล้องกับค่าครองชีพแท้จริงของคนงานคือ 421 บาทต่อวัน
 
           การเรียกร้องให้จ่ายวันละ 300 บาท ตามที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ถือเป็นแค่ก้าวแรก แต่จุดมุ่งหมายหรือบางคนมองว่าเป็นแค่ความฝันของแรงงานทั่วไทยคือ 421 บาท!!