เขมรเคลื่อนบีเอ็ม21ประชิดพระวิหาร
เขมรเคลื่อน บีเอ็ม21 ประชิดพระวิหาร ชายแดนไทย ลุ้นระทึก จับกลุ่มรอฟังการตัดสินศาลโลก ด้าน สม ไชยา บก.ข่าว CTN ปฏิเสธข่าวกัมพูชาเคลื่อนกำลัง
แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีความชัดเจนว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้เคลื่อนยุทโธปกรณ์คือรถบรรทุกปืนยิงจรวดชนิด 40 ลำกล้อง หรือ BM 21 จำนวน 5 คันขึ้นมาเตรียมการรอรับคำสั่งให้ปฏิบัติการบริเวณใกล้ ๆเขาพระวิหาร ฝั่งตรงกันข้ามกับศรีสะเกษ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถตรวจจับพิกัดที่ตั้งของรถ BM 21 ได้ชัดเจน แต่เชื่อว่า อยู่ในวิถีปืนใหญ่ของไทย ซึ่งหากมีการเปิดฉากยิงเข้าใส่ฝ่ายไทยก่อน ทางกองบังคับการทหารปืนใหญ่ ก็พร้อมจะจับพิกัด และยิงตอบโต้ได้ในทันที
บก.ข่าว CTN กัมพูชา ปฏิเสธข่าวเขมรเคลื่อนกำลัง
สม ไชยา บก.ข่าวข่าว CTN กัมพูชา บอกว่า บรรยากาศการเกาะติดศาลโลก วินิจฉัยกรณีปราสาทพระวิหาร ที่กัมพูชา ไม่คึกคักเท่าเมืองไทย พร้อมกับระบุว่า กัมพูชาไม่ได้สนใจข่าวนี้มากนัก แต่กัมพูชาอยากให้ทุกอย่างชัดเจน และอยู่กันอย่างสงบ ขณะที่ สมเด็จฮุนเซน ยังเงียบอยู่
สม ไชยา ยังปฏิเสธด้วยว่า ไม่มีข่าวกัมพูชาเคลื่อนบีเอ็ม21 จำนวน 5 คัน ประชิดพระวิหาร
กลุ่มผู้ค้าชายแดน เกาะติด คำตัดสินกรณีพระวิหาร
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวไทย - กัมพูชา จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า การตัดสินของศาลโลก กรณีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร สร้างความสนใจให้แก่ชาวกัมพูชาทั้งที่อยู่ บริเวณตะเข็บชายแดนด้าน จ.จันทบุรี ที่ทำงานอยู่ใน จ.จันทบุรี และที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา โดยเกรงว่าคำตัดสินที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม จะมีผลต่อการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในทางการค้าและการเดินทางเข้า- ออก พรมแดน
อย่างไรก็ตามบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านจ.จันทบุรี ยังคงเป็นปรกติ โดยตั้งแต่ก่อนเปิดด่านในเวลา 07.00 น. มีชาวกัมพูชารอข้ามแดนเพื่อมาทำงานรับจ้างในไทย ขณะที่การข้ามแดนมาซื้อสินค้าและการสั่งซื้อสินค้า ก็ยังคงเป็นปรกติเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ หากคำตัดสินออกมาในทางที่เป็นผลลบต่อทางกัมพูชา จนมีผลต่อความร่วมมือในทางการค้า ทางผู้ประกอบการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวไทย - กัมพูชา จ.จันทบุรี ก็พร้อมจะประสานไปยังกัมพูชาที่เป็นระดับผู้นำ เพื่อความเข้าใจอันดีกันต่อไป เนื่องจากเห็นว่าความขัดแย้งใดๆที่เกิดขึ้น ไม่ควรที่จะส่งผลกระทบมาถึงท้องถิ่น
เปิดรายละเอียด สรุปประเด็นคำกล่าวปิดคดีของ "ไทย" ต่อศาลโลก
สำหรับ สรุปประเด็นคำกล่าวปิดคดี ของตัวแทนราชอาณาจักรไทย ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ มีรายละเอียดดังนี้
๑. ท่าทีของไทยในเรื่องคำขอให้ศาลมีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราวและการดำเนินความสัมพันธ์กับกัมพูชามีพื้นฐานอยู่บนความเสมอต้นเสมอปลายและความจริงใจ
๒. ความเสมอต้นเสมอปลาย
๒.๑ ไทยยอมรับและปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฯ อย่างครบถ้วนแล้วซึ่งกัมพูชาก็ยอมรับ
๒.๒ ศาลฯ ไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการตามกรอบบันทึกความเข้าใจฯ ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ต่อไป โดยในระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำหลักเขตแดน ไทยได้ยึดถือแนวเส้นตามมติคณะรัฐมนตรีปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ว่าเป็นขอบเขตของปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด
๒.๓ การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมดกโลกจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่บริหารจัดการซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตแดนไทย โดยไทยพร้อมขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชาแต่ถูกปฏิเสธเรื่อยมาอันเป็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ไทยคัดค้านคำขอกัมพูชาให้ศาลฯ ออกมาตรการชั่วคราวที่มีเป้าหมายเพื่อการเสนอแผนบริหารจัดการให้ทันการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในเดือนมิถุนายน ศกนี้
๓. ความจริงใจ
๓.๑ ไทยยึดหลักความจริงใจในการดำเนินความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่น่าเสียดายที่กัมพูชาได้พยายามสร้างภาพความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เข้มแข็งและประเทศที่อ่อนแอกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงประชาชนบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่สม่ำเสมอ
๓.๒ ออท. ณ กรุงเฮกตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาในประเด็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดังนี้
(๑) แผนที่ ‘ลับ’ ของไทยแสดงถึงความปรารถนาที่จะยึดครองดินแดนกัมพูชา
- ไทยไม่มีแผนที่ลับและไม่มีความต้องการยึดครองดินแดนกัมพูชา และย้ำว่าประเด็นเรื่องเขตแดนไม่ได้ถูกตัดสินโดยศาลฯ ในปี ค.ศ. ๑๙๖๒ และไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ในการพิจารณาครั้งนี้
(๒) วัดแก้วฯ สร้างขึ้นโดยกัมพูชาระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๙๖-๑๙๙๘
- วัดแก้วฯ สร้างขึ้นหลายปีหลังจากนั้น และไทยได้ประท้วงทั้งในระดับท้องถิ่นและการทูตมาตลอด
(๓) ไทยมุ่งสร้างความเสียหายต่อปราสาทพระวิหาร
- ไทยไม่มีเจตนาดังกล่าว แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ใช้ปราสาทพระวิหารฯ เป็นฐานที่มั่นในการโจมตี ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเฮกฯ ปี ค.ศ. ๑๙๕๔ ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองในระดับที่เหมาะสมและมุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหาร
(๔) ไทยใช้ระเบิดพวงในระหว่างการปะทะกับกัมพูชา
- ฝ่ายไทยไม่เคยใช้ระเบิดพวงในระหว่างการปะทะกับกัมพูชา ทั้งนี้ไทยร่วมการเจรจาเพื่อลดอาวุธอย่างแข็งขัน กัมพูชากลับเป็นฝ่ายที่ละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด โดยวางทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๘ จนทำให้ทหารบาดเจ็บ
(๕) รัฐสภาไทยเสร็จสิ้นการพิจารณาบันทึกการประชุม JBC เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๑๑ เพราะกัมพูชายื่นเรื่องขอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๑
- กระบวนการทางกฎหมายภายในของไทยเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๑ ซึ่งฝ่ายกัมพูชา รวมถึงรองตัวแทนของกัมพูชาในคณะดำเนินคดีของกัมพูชาเองได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับข้อเท็จจริงนี้
(๖) ปัญหาการเมืองภายในของไทยเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง
- การเมืองไทยไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับประเด็นที่ศาลกำลังพิจารณา
(๗) ประชาชนกัมพูชาในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหารอยู่อาศัยในพื้นที่มานานแล้ว
- กลุ่มคนดังกล่าวเพิ่งถูกย้ายเข้าไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวเพื่อเป้าหมายทางการเมือง
(๘) มีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงเพราะฝ่ายไทย
- กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีก่อนมาโดยตลอด
(๙) ไทยเป็นฝ่ายขยายความขัดแย้งจากปราสาทพระวิหารไปยังพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนและตาควาย เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๑ ที่เกิดขึ้นเพราะกัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษาในวันเดียวกัน
- ไทยตกลงหยุดยิงกับกัมพูชาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๑ โดยสุจริตและไม่ใช่เพราะกัมพูชายื่นเรื่องให้ศาลฯ ตีความ แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและขยายความขัดแย้งจากปราสาทพระวิหารมายังพื้นที่บริเวณอื่น ซึ่งเป็นการสร้างสถานการณ์ความเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนการขอให้ศาลฯ มีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในบริเวณปราสาทพระวิหารได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๑๑ โดยทหารทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และเหตุการณ์ที่ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควายไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาครั้งนี้
(๑๐) เหตุการณ์ปะทะในบริเวณปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนและตาควายแสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างมาตรการชั่วคราวที่กัมพูชาร้องขอกับคำพิพากษาปี ค.ศ. ๑๙๖๒ และยังแสดงถึงความเร่งด่วน (urgency) ที่ศาลฯ ควรพิจารณามีคำสั่งให้ออกมาตรการชั่วคราว
- ไม่มีเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารในช่วงเวลาที่ผ่านมา ยกเว้นกรณีเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๑ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเองก็ไม่ได้กล่าวถึงในคำขอ มีเพียงเฉพาะเหตุการณ์ปะทะในบริเวณปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ซึ่งศาลฯ ไม่สามารถมีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถเยียวยาได้ในบริเวณปราสาทพระวิหารบนพื้นฐานของเหตุการณ์ปะทะในบริเวณอื่น
(๑๑) เหตุใดไทยจึงไม่ใช้กลไกของสหประชาชาติหากเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายรุกราน
- สิทธิในการป้องกันตัวเป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว (inherent right) และไทยได้แจ้งให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทราบทันทีภายหลังที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๑๑
๓. บทสรุป
ฝ่ายไทยได้แสดงให้ศาลฯ เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่เยียวยาไม่ได้ต่อสิทธิในระหว่างรอผลคดีตีความ นอกจากนี้ ไทยกับกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาปี ค.ศ. ๑๙๖๒ และคำขอขอกัมพูชาเป็นความพยายามที่จะให้ศาลชี้ขาดในประเด็นที่ศาลไม่ได้ตัดสินในปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ดังนั้น ศาลฯ ไม่มีทั้งเขตอำนาจเบื้องต้นในการออกมาตรการชั่วคราวและเหตุผลสมควรแต่อย่างใดที่จะพิจารณาการตีความ
๔. คำขอสรุป (Final submission)
ราชอาณาจักรไทยขอให้ศาลฯ ถอนคดีเกี่ยวกับคำขอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร ที่กัมพูชายื่นต่อศาลฯ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๑ ออกจากบัญชีคดีของศาลฯ (General List)



