ข่าว

ผ่าปมกม.คุ้มครองพันธุ์พืช-เกมชิงสิทธิ์

ผ่าปมกม.คุ้มครองพันธุ์พืช-เกมชิงสิทธิ์

18 ก.ค. 2554

ผ่าปมกม.คุ้มครองพันธุ์พืช ศึกกรรมสิทธิ์ 'ยักษ์ธุรกิจ-เกษตรกร' และภาคประชาชน

          ‘เมล็ดพันธุ์’ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมการเกษตรและยังเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหารอีกหลายวงจร ดังนั้น ผู้ที่สามารถควบคุมตลาดเมล็ดพันธุ์ได้จึงเสมือนควบคุมวงจรธุรกิจการเกษตรหรืออาจหมายถึงการควบคุมแหล่งอาหารไว้ได้

          สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงประมาณ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยประเทศไทยถือเป็นเบอร์ 1 ด้านการส่งออกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นอันดับ 12 ของโลก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท

          ข้อมูลจาก สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ระบุว่า ปริมาณการส่งออกเมล็ดพันธุ์ในปี 2553 เท่ากับ 16,777,098.18 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 3,101,245,676.43 บาท โดยบริษัทที่ส่งออกปริมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ

                1.บริษัท ซินเจนทา ซีดส์ จำกัด ส่งออก 5,204.81 ตัน 30.21 462.88

                2.บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด ส่งออก 4,048.88 ตัน

                3.บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ส่งออก 1,959.40 ตัน

                4.บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ส่งออก 1,581.98 ตัน

                5.บริษัท ไพโอเนีย ไฮ-เบรด (ไทยแลนด์) จำกัด ส่งออก 1,123.16 ตัน

          แต่ถ้าดูจากมูลค่ากลับพบว่า บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดเท่ากับ 596.72 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ซินเจนเทา ซีดส์ จำกัด มีมูลค่าการส่งออกเพียง 462.88 ล้านบาท

          ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจและความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ที่มีต่อวงจรการเกษตรทั้งระบบ จึงเกิดข้อถกเถียงกันระหว่างผลประโยชน์ในภาคธุรกิจและสิทธิของเกษตรกรที่ต้องหากระบวนการจัดสมดุล ซึ่งพบว่าความขัดแย้งระหว่างภาคธุรกิจและภาคประชาชนยังหาจุดลงตัวที่ว่านั้น “ไม่พบ”

          เหตุการณ์เดือนมีนาคม 2553 เป็นหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้ง เมื่อ นายเฉลิม คำฟอง และ นายบุญศรี รุ่งเรือง ชาวบ้านจากตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรทำการอายัดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจำนวน 4,000 กิโลกรัม ที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ 2,800 กิโลกรัม ที่อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ตามลำดับ

          โดยทางเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรได้แจ้งข้อหาแก่ทั้งสองว่า ไม่มีใบอนุญาตเมล็ดพันธุ์ควบคุมจากกรมวิชาการเกษตร และได้ออกเอกสารอายัด

          ทว่า เวลาผ่านไปร่วมปีจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อกลับใดๆ จากหน่วยราชการ ทั้งที่ทางฝ่ายเกษตรกรได้ติดต่อกลับไปหลายครั้ง แต่ก็ได้รับคำตอบเพียงว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการและรอเอกสารจากนิติกรที่กำลังพิจารณาว่า เขตอำนาจศาลในการฟ้องร้องคดีจะอยู่ที่อำเภอพร้าวหรืออำเภอชาติตระการ

          นายบุญศรี กล่าวว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นเงินหลายแสนบาท

          สอบถามไปยังนิติกรคนหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับคำอธิบายว่า

          “การที่ต้องอายัดไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยเล็ดลอดไปสู่เกษตรกร เมื่ออายัดไว้แล้วก็มีขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่ต้องส่งไปที่แล็ป ใช้ช่วงระยะเวลาหนึ่งในการทดสอบว่ามีอัตราการงอกเทียบเท่ากันหรือเปล่า

          ผมคิดว่าการอายัดในปี 53 การทดสอบอาจจะยังไม่เสร็จสิ้น ตรวจสอบเอกสาร รวบรวมพยานหลักฐานถ้าปรากฏว่าเป็นความผิดส่งตามสายระบบงานเพื่อกล่าวโทษร้องทุกข์ ซึ่งต้องอาศัยเวลา

          ผมไม่แน่ใจว่าความล่าช้าตรงนี้เกิดขึ้นตรงไหน อีกทั้งการจะดำเนินคดีจำเป็นต้องดูให้ครบว่าผิดข้อหาใดบ้าง ไม่ใช่ไปเพิ่มเติมทีหลัง ต้องตรวจสอบว่าผิดข้อหาอื่นด้วยหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นจะเป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน”

          ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร แต่เกษตรกรชาวตำบลน้ำแพร่ที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรทำนาน้ำแพร่ทำการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและจำหน่าย ก็มีความเข้าใจไปแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามสกัดกั้นของบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง โดยอาศัยช่องทางกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐ

          นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย ที่ติดตามเรื่องนี้ กล่าวว่า

          “ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิ ถามว่าจริงมั้ย? คำว่าละเมิดสิทธิในทางกฎหมายคือบริษัทนำพันธุ์พืชไปขอรับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชปี 42 แล้วเกษตรกรเอาไปขายแข่ง นี่คือการละเมิด

          บริษัทสร้างมายาคตินี้เพื่อกดดันให้มีการจับกุม ขัดขวางการผลิตเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร แต่ช่วงที่ผ่านมาที่เราตรวจสอบพบว่าไม่มีบริษัทใดเลยที่นำเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดตัวนี้ไปจดสิทธิบัตรตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช

          นั่นหมายความว่าไม่มีการละเมิดสิทธิใดๆ เลยเกิดขึ้น และไม่มีกรณีไหนเลยที่จับกุมโดยใช้ข้อหานี้ในการจับกุมเกษตรกร แต่ใช้ข้อหาว่าไม่ได้ขออนุญาตจัดจำหน่ายหรือรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้า”

          ควรทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่ากฎหมายหลักๆ ที่ข้องเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยมีอยู่ 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับมีความมุ่งหมายต่างกัน

          กฎหมายฉบับแรกเกิดขึ้นในยุคการเข้ามาของการปฏิวัติเขียวและเริ่มเปิดให้ภาคเอกชนทำการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย เมล็ดพันธุ์ซึ่งถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญจึงต้องได้รับการดูแลควบคุมคุณภาพไม่ให้เกิดการปลอมปนอันจะส่งผลเสียต่อเกษตรกร

          ขณะที่กฎหมายฉบับที่ 2 เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ระบุให้ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิกต้องออกกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือ ทริปส์ (Agreement on Trade-Related Intellectual Property Rights: TRIPS)ภายในปี ค.ศ.2000

          เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ก็เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้รับประโยชน์จากผลงานของตน โดยที่ยังคงคุ้มครองผลประโยชน์แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นเพราะถือว่าพันธุ์พืชที่บริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์นำไปปรับปรุงเพื่อทำธุรกิจนั้นอาศัยฐานทรัพยากรทางชีวภาพเดิมที่มีอยู่ก่อน

          กลไกหลักตัวหนึ่งคือข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ที่ระบุว่า พันธุ์พืชใหม่ที่จะขอขึ้นทะเบียนเพื่อรับความคุ้มครอง หากมีการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป หรือพันธุ์พืชป่า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์พืชดังกล่าว นำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า จะต้องมีการทำข้อตกลงเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์

          ผลประโยชน์ที่ได้ต้องนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการอนุรักษ์ วิจัย และพัฒนาพันธุ์พืชต่อไป

          ทว่า รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ หนึ่งในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช บอกว่า จนถึงขณะนี้กฎหมายลูกที่จะใช้กำหนดกติกาการแบ่งปันผลประโยชน์ก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงทำให้ไม่เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้นเลยนับแต่ปี 2542

          เมื่อข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ไม่สามารถทำได้ การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงทำไม่ได้ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่เกิดการคุ้มครองตามกฎหมาย ทางเจ้าของเมล็ดพันธุ์ย่อมไม่สามารถเอาผิดผู้ลักลอบผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ตามกฎหมายข้อนี้

          อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ต้องมีใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ปี 2518 ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเกษตรกรทำนาน้ำแพร่ จึงมีความเชื่อว่าการอายัดเมล็ดพันธุ์ที่กลุ่มได้พัฒนาขึ้นโดยอาศัย พ.ร.บ.พันธุ์พืช เป็นความพยายามของบริษัทค้าเมล็ดพันธุ์แห่งหนึ่ง ที่ต้องการสกัดกั้นเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มตน

          จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า ความล่าช้าในการออกกฎกติกาของภาครัฐได้ก่อให้เกิดผลเสียและความลักลั่นต่อวงการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ และทำให้กลไกของกฎหมายไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา

          ทว่า ล่าสุด กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ร่างดังกล่าวอยู่ในชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

          ทางภาคประชาชนและเอ็นจีโอมองว่า ความพยายามแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นการแก้กติกาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ภาคธุรกิจเมล็ดพันธุ์

          ขณะที่ภาคธุรกิจก็เรียกร้องให้มีการแก้นิยามบางประการในกฎหมาย เพราะเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงพันธุ์

          เหล่านี้นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่าง ‘กรรมสิทธิ์’ของภาคธุรกิจ

          และ ‘สิทธิในทรัพยากรชีวภาพ’ของชุมชนและเกษตรกร ที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้

(ตอนหน้าว่าด้วยข้อเรียกร้องของภาคธุรกิจ)

..............

(หมายเหตุ : ที่มา:ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ) รวบรวม

http://www.tcijthai.com/)