
ม็อบวังน้ำเขียวต้านป่าไม้ฯโต้รุกป่า
ชาววังน้ำเขียวกว่า 300 คน ฮือต้านกรมป่าไม้ โต้ ไม่ได้บุกรุกป่าสงวน ลั่น พื้นที่ที่ประชาชนอยู่ เป็นพื้นที่ในความดูแลของ สปก. ไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์
เวลา 13.00 น. วันที่ 17 ก.ค.54 กลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ทที่พักและชาวบ้านในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กว่า 300 คน นำโดยนายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขตอ.วังน้ำเขียว และนายมาโนชน์ บัวเขียว กำนันต.วังน้ำเขียวได้เดินทางมารวมตัวกันที่หอประชุมอำเภอวังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจาก นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา ให้ดำเนินการช่วยเหลือ และมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการทุกอย่างของกรมป่าไม้ ที่เตรียมจะดำเนินคดีหรือรื้อถอนที่พักรีสอร์ทและดำเนินการใดๆในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว
กรณีที่มีการสัมภาษณ์ให้ข่าวทางสื่อมวลชนว่า ทางกรมป่าไม้ เตรียมที่จะดำเนินคดีกับชาวบ้านและกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว โดยกล่าวหาว่า ชาวบ้านและกลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ทที่พักได้เข้าไปทำลายป่าไม้ในพื้นที่ เพื่อยึดเป็นที่ดินทำกินและสร้างกิจการต่างๆโดยผิดกฏหมาย
ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว ระบุว่า ไม่เคยมีการบุกรุกที่ดินป่าสงวน ตามที่ทางกรมป่าไม้กล่าวอ้าง และพื้นที่ที่ประชาชนอยู่ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแล ของ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ สปก. ไม่ใช่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามที่กรมป่าไม้กล่าวอ้าง
อีกทั้งสิ่งที่ทุกคนได้เห็นกรณีที่มีบรรดารีสอร์ท ที่พักเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ก็เป็นเหตุเนื่องมาจากการเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยว ที่ทาง จ.นครราชสีมา และหน่วยต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยกันผลักดันในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพสร้างเม็ดเงินแก่ จ.นครราชสีมา และประเทศไทย
รวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม ยังมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาหลังจากที่มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ได้เป็นการทำลายพื้นที่ป่า เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้และแนวเขตอุทยานมีการแบ่งแนวเขตกั้นที่ชัดเจน และตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ตรวจสอบและคอยดูแลในพื้นทีอยู่แล้ว แต่ที่เกิดขึ้นเป็นพื้นที่นอกความดูแลของกรมป่าไม้
ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางกรมป่าไม้ ทำการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการให้ข่าวสร้างความเสื่อมเสีย และป้ายความผิดมาให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ จนต้องตกเป็นจำเลยสังคม และถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ทำลายป่าไม้อยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ นายปิติธรรม ฐิติมนตรี รองผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา ได้รับมอบหมายจากนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา เดินทางมารับเรื่องร้องเรียน พร้อมกับกล่าวกับบรรดาผู้ชุมนุมว่าจะนำข้อร้องเรียนทั้งหมด ส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา และนำเสนอไปยังกรมป่าไม้และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบ และดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องต่อไป ซึ่งก็สร้างความพอใจ ให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม และได้สลายตัวไปในเวลาต่อมา
นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขต อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา แกนนำกลุ่มประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก กับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากทั้งหมดถูกกล่าวหาจากสื่อมวลชนและสังคมว่า เป็นผู้ที่ทำลายป่าไม้ในพื้นที่ เอื้อประโยชน์แก่นายทุน จนเป็นเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ถูกทำลายเสียหาย
"ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ประชาชนในพื้นที่รวมถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ที่จะเข้ามาดำเนินการใดๆในพื้นที่จะตั้งอยู่ในกฏระเบียบชุมชนที่วางไว้อยู่แล้ว ซึ่งทุกชุมชนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่เป็นอย่างดี และได้มีการดำเนินการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยกันปลูกป่าเพิ่มพื้นที่ป่าไม้มาโดยตลอด"
เขายืนยันว่า ไม่มีการบุกรุก หรือเข้าไปทำลายป่าไม้ตามที่กรมป่าไม้กล่าวอ้าง อีกทั้งการเข้ามาของผู้ประกอบการหรือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชุม ที่มีการสร้างรีสอร์ทที่พักในพื้นที่ ทุกฝ่ายต่างก็ช่วยกันพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมและเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และไม่เคยทำลายหรือบุกรุกพื้นที่ป่าตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
สำหรับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการให้ข่าวฝ่ายเดียวของทางกรมป่าไม้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องการบุกรุกที่ป่าสงวนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบหาข้อมูลเท่านั้น และยังไม่มีการระบุว่ามีความผิดจริงหรือไม่ แต่ข่าวที่ออกไปกำลังสร้างความเสื่อมเสียให้กับชาวอำเภอวังน้ำเขียว และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของอำเภอวังน้ำเขียวเป็นอย่างมากจึงอยากขอความเป็นธรรมจากสังคม สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
ด้านนายสัมพันธ์ เย็นวารี เกษตรกรผู้ผลิตผักอินทรีย์รายใหญ่ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ รวมถึงสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ กำลังทำร้ายประชาชนชาว อ.วังน้ำเขียว ฝ่ายเดียว โดยไม่ให้โอกาสชาว อ.วังน้ำเขียว ได้ชี้แจง ซึ่งตนเองในฐานะที่อยู่ในพื้นที่ และเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทยรายหนึ่ง ซึ่งถือเป็นผลผลิตทางการเกษตรเป็นที่ยอมรับของทั้งภายในและต่างประเทศ ยืนยันได้ว่า สิ่งที่ชาว อ.วังน้ำเขียว กำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้ หรือมีการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือเขตอุทยานแห่งชาติตามที่ถูกกล่าวอ้าง
เขาย้ำว่า ทุกฝ่ายกำลังช่วยกันพัฒนาพื้นที่ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสาน คู่ไปกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ และถึงแม้ว่า พื้นที่ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต่างๆครอบครองอยู่ จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ สปก. ซึ่งอนุญาตให้เป็นที่ดินทำกินเพื่อการเกษตร แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเกษตรกรในพื้นที่ต้องการที่จะยกระดับตัวเอง ขึ้นมาประกอบกิจการอื่น ๆ ไม่สามารถที่จะทำได้เลยหรือไม่
"ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำเพื่อพัฒนาพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และไม่เคยเข้าไปทำลายธรรมชาติ อีกทั้งยังส่งเสริมพัฒนาทรัพยกรป่าไม้ในพื้นที่ ด้วยการช่วยกันปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่ธรรมชาติมาโดยตลอดอีกด้วย อยากให้สังคมมองถึงความเป็นจริงในส่วนนี้ และอยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลงมาในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพื่อหาทางออกร่วมกันดีกว่าที่จะมาใช้กฏหมาย หรือหลักนิติรัฐ ที่ไม่มีการโอนอ่อนผ่อนปรน อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้"
ด้านนายปิติธรรม ฐิติมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ตนเองจะนำข้อเรียกร้องทั้งหมด นำเสนอไปยังนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้พิจารณา และดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยเร่งด่วนที่สุด พร้อมทั้งจะนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวส่งไปยังกรมป่าไม้และหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้พิจารณาอีกทางหนึ่ง
ส่วนการดำเนินการเรื่องอื่น ๆ รวมถึงเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ทางจังหวัดนครราชสีมา เป็นเพียงผู้ดูแลพื้นที่ จึงไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อมูลใดๆได้มากนัก ทำได้เพียงเป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดนครราชสีมา จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด



