ข่าว

เปิดโลกวันอาทิตย์-เอ็กซ์โปหย่าร้างและวิถีพุ่มม่าย

เปิดโลกวันอาทิตย์-เอ็กซ์โปหย่าร้างและวิถีพุ่มม่าย

17 ก.ค. 2554

การหาคู่หรือคนรักผ่านสื่อออนไลน์กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในยุคสมัยนี้ พอๆ กับการขอหย่าผ่านสื่อทางเลือกอย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ซึ่งบรรดาพ่อปลาไหลชอบทำมากเป็นพิเศษ เพราะแสนจะง่ายดาย หนำซ้ำ ไม่ต้องเผชิญกับการด่าทอหรือการร้องไห้คร่ำครวญของภรรยา

        ซ้ำร้ายกว่านั้น หลายประเทศก็เริ่มยอมรับการหย่าร้างด้วยวิธีนี้แล้ว เพียงแค่ให้เขียนคำว่า "ขอหย่าจากเธอ" 3 ครั้งเท่านั้นเอง ชีวิตคู่ที่ผูกพันกันผ่านการแต่งงานตามประเพณีก็จบลงอย่างง่ายๆ ตามความต้องการของฝ่ายหนึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายชาย

         ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีกฎหมายของประเทศใดเปิดช่องให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายขอหย่าร้างจากสามีด้วยวิธีการนี้บ้าง แต่พวกเธอยังนับว่าโชคดีอยู่บ้างตรงที่ว่าสังคมทุกวันนี้ไม่รังเกียจหรือประณามบรรดา "แม่ม่าย" เหมือนในอดีต ไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้หญิงไม่ใช่น้อยคงไม่มีที่ยืนอยู่ในสังคมเป็นแน่

         ในเมื่อทุกวันนี้สถิติการหย่าร้างในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีแต่พุ่งสูงขึ้นด้วยเหตุผลนานัปการ แต่ข้ออ้างที่เป็นอมตะตลอดกาลก็คืออยู่แล้วไม่มีความสุขหรือไม่มีเวลาให้กันและกัน

         คนหัวใสบางกลุ่มจึงคิดวิธีหากินกับการหย่าร้าง เช่น เปิดธุรกิจรับจ้างทำเค้กหย่าร้าง ส่วนใหญ่เป็นรูปบ่าวสาวหันหลังชนกัน หรือผ่าเค้กเป็น 2 ส่วน นอกจากนี้ ก็ยังค้นคิดวิธีการใหม่แปลกแหวกแนวว่าทำอย่างไรถึงจะให้การหย่าร้างเป็นไปในทางสร้างสรรค์ โดยคู่สามีภรรยาที่ไม่สามารถทนอยู่ด้วยกันได้อีกต่อไปสามารถจากกันด้วยดี อย่างเป็นมิตรต่อกัน ไม่ใช่หันหน้าคนละทางหรือประกาศตัวเป็นศัตรูตลอดกาล

         หรือหาวิธีช่วยอีกฝ่ายหนึ่งที่ถูกขอหย่าให้สามารถก้าวผ่านความเจ็บปวด ความเศร้าโศกความทุกข์ระทมนั้นได้ด้วยดี
 
         เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีข่าวว่าหนุ่มโสดหัวใสชาวเมืองซามูไรวัยแค่ 30 ปีเศษเล็งเห็นช่องทางสดใสของตลาดนี้ก่อนใคร และได้บุกเบิกทำธุรกิจให้บริการจัดงานหย่าร้างด้วยความชื่นมื่นเฉกเช่นวันวิวาห์ เป็นรายแรกๆ ของแดนซากุระบานเช้าบานเย็นตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนถึงขณะนี้มีคู่สามีภรรยาแห่มาใช้บริการมากกว่า 80 คู่

         เห็นได้ชัดว่าอนาคตของธุรกิจนี้นับวันมีแต่โตขึ้นอย่างก้าวกระโดดและสดใสเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อดูจากสถิติการหย่าร้างที่กระโดดพรวดเป็น 253,000 คู่ เมื่อปี 2552 เทียบกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีแค่ไม่กี่หมื่นคู่

         แต่นับวันการขอกลับมาเป็นโสดอีกครั้งเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังเกิดแผ่นดินไหวตามด้วยมหาสึนามิเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งทำให้ครอบครัวไม่ใช่น้อยต่างเครียดจนไม่มีความสุขในชีวิตคู่อีกต่อไป หรืออยากไปอยู่กับครอบครัวของตัวเองมากกว่า หลายคู่จึงตกลงแยกทางกันด้วยดีเพียงแค่เสียเงินประมาณ 55,000 เยน (ราว 20,700 บาท) จัดพิธีหย่าอย่างใหญ่โตควบคู่ไปกับการฉลองการเป็นโสดอีกครั้ง 

         จุดเด่นของพิธีนี้อยู่ที่การทุบแหวนแต่งงาน อันเป็นสัญลักษณ์ของการหมดสิ้นเยื่อใยต่อกัน ก่อนจะนำไปหย่อนใส่ปากของรูปปั้นกบ ซึ่งหมายถึงการกลับมาหรือการคืนดี ก่อนจะหันหลังเดินจากกันไปด้วยรอยยิ้ม 
 
            เพราะความนิยมดังกล่าว บริษัทให้บริการการหย่าร้างจึงวางแผนจะขยายกิจการไปจัดพิธีหย่าที่แดนอารีดังเกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราหย่าร้างสูงที่สุดในเอเชียอีกด้วย

         ส่วนที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ นครหลวงของแดนจังโก้เม็กซิโกกลับมาแปลกแหวกแนว ด้วยการจัดงาน "เอ็กซ์โปหย่าร้างและการเตรียมตัวเมื่อต้องตกพุ่มม่าย" เพื่อหาทางช่วยคนที่อกหักรักระทมหรือคนที่กำลังเจ็บปวดและเศร้าใจเมื่อต้องตกพุ่มม่ายโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนให้สามารถเอาตัวรอดอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป

         "เป้าหมายสูงสุดของงานเอ็กซ์โปหย่าร้างและการตกพุ่มม่ายก็คือการพยายามคงไว้ซึ่งสถาบันครอบครัว ด้วยการเสนอทางเลือกต่างๆ อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ เพื่อให้สามารถประคองชีวิตคู่และการแต่งงานไว้ให้ยืนยงตลอดไป แต่ในกรณีที่การหย่าร้างกำลังจะมาถึงจุดแตกหักโดยไม่อาจเลี่ยงพ้นได้แล้ว เราก็จะช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำจากการหย่าร้างให้สามารถประคองตัวให้รอดจากสถานการณ์สุดเลวร้ายและสุดบีบคั้นนี้ให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ" หนึ่งในผู้จัดงานเอ็กซ์โปแปลกแหวกแนวนี้ให้ความเห็น

         ปรากฏว่าผู้ที่มาร่วมงานนี้ส่วนใหญ่ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย หรือขอกำลังใจหรือความช่วยเหลือทางจิตใจและอารมณ์ยามเมื่อต้องกลับมาเป็นโสดอีกหน หรือเข้าคอร์สหัดทำกับข้าวเพื่อค่าเวลาในยามรู้สึกเหงาเมื่อกลับบ้านแล้วไม่พบใครคอยอยู่พร้อมอาหารจานร้อนเหมือนก่อน

         จุดเด่นที่เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงานได้มากที่สุดก็คือการจัดการสัมมนาเชิงวิชาการหรือเวิร์กช็อปการรักษาด้วยเสียงหัวเราะ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญหลากหลายในด้านต่างๆ มาให้คำแนะนำ ตั้งแต่สมาคมจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องความตายและกำลังจะตาย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย บริษัทประกันชีวิต กลุ่มจิตอาสาเพื่อรักษาสถาบันครอบครัว สัปเหร่อและบริษัทเสริมความงามหลังกลับมาเป็นโสดอีกครั้ง

         กลุ่มผู้จัดงานเอ็กซ์โปแปลกแหวกแนวครั้งนี้เผยว่า นับวันสถิติการหย่าร้างในกรุงเม็กซิโกซิตี้มีแต่พุ่งติดจรวดตั้งแต่เริ่มมีบริการ "การหย่าร้างแบบด่วนจี๋" เมื่อปี 2551 โดยใช้เวลาแค่ 4 สัปดาห์หรือหนึ่งเดือนเท่านั้น เทียบกับเมื่อปี 2543 อันเป็นช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่ มีคนทำเรื่องขอหย่าร้างแค่ 14.1 รายต่อทุกๆ 100 ราย แต่ 10 ปีให้หลัง สถิตินี้พุ่งพรวดเป็น 23 รายต่อทุก 100 ราย

         ที่น่าสนใจก็คือผู้ที่ยื่นขอหย่าร้างแบบด่วนจี๋นี้ล้วนแต่เป็นบรรดาภรรยาที่คงไม่อยากเป็นทาสที่ปล่อยไม่หลุดหรือทาสในครัวเรือนอีกต่อไป

         "เราไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมการหย่าร้าง" สมาคมผู้จัดงานนี้ย้ำหนักแน่น "แต่ถ้าหากไม่สามารถประคองชีวิตการแต่งงานให้มีความสุขต่อไปได้ ก็ควรจะมีใครสักคนหรือหน่วยงานใดสักหน่วยงานหนึ่งคอยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการแยกทางกันเดินหรือจากกันด้วยดี"

         หรือในกรณีที่ต้องตกพุ่มม่าย ผู้จัดงานนี้ก็เสนอความช่วยเหลือในเรื่องของข้อกฎหมาย ตั้งแต่เงินค่าเลี้ยงดูภรรยาหลังจากหย่าขาดจากสามี การบริหารสภาพจิตใจหลังการหย่าร้าง การเลี้ยงดูลูกๆ หลังต่างฝ่ายต่างแยกทางกันเดิน การใช้ชีวิตหลังตกพุ่มม่ายและการก้าวข้ามความเจ็บปวดให้ผ่านพ้นด้วยดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

         สิ่งที่ขาดเสียมิได้ในงานนี้ก็คือการหาซื้อหนังสือประเภทวิธีช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ที่วางขายเกร่อ ตั้งแต่ "ทำอย่างไรถึงไม่ตายเพราะรัก", "การเริ่มชีวิตใหม่","เมื่อมีรักก็ต้องมีทุกข์","การแต่งงานก็มีทั้งความรักและสงคราม" หรือหนังสือปลอบประโลมใจอย่าง "น่าอิจฉาชีวิตโสดอีกครั้ง"

          ตลอดจนหนังสือสุดโต่งไปเลย ประเภทแนะนำวิธีฆ่าตัวตายอันเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งบอกเล่าถึงบุคลิกภาพของคนที่คิดฆ่าตัวตาย การอ้างคัมภีร์ไบเบิลเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย เป็นต้น

         นับเป็นเทรนด์ใหม่ที่เข้ากระแสสังคมการหย่าร้างที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย


บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ที่มา----สำนักข่าวดีพีเอ เอพีและเอเอฟพี