
ไลฟ์สตางค์- แยกได้ก็เป็นสุข
แยก เป็นคำง่ายๆ ไม่ใช่ศัพท์สูงที่ต้องเปิดพจนานุกรมก็พอจะเดาความหมายออก มักใช้กับการแบ่งของสองสิ่งออกจากกัน ไม่ให้เกี่ยวข้องหรือปนกัน
วันนี้ ผมอยากเอาคำนี้มาชวนคุยในบริบทที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ บ้าง เพราะเชื่อว่าถ้าเราเอาไปใช้ให้ถูก จะเกิดอานิสงส์ดีนัก เป็นมงคลกับตัว โดยผมขอเริ่มไปทีละอย่างนะครับ
อย่างแรก “แยกความจำเป็นกับความต้องการ” ต้องบอกว่าหลายคนบกพร่องเรื่องนี้ แยกไม่ออก เพราะไม่รู้ หรืออาจปิดตาแสร้งทำเป็นไม่รู้ ฟันธงไม่ได้ว่าอะไรที่ควรซื้อก่อนหลัง หรืออะไรที่สามารถชะลอไปก่อน ยังไม่ต้องซื้อเพราะไม่มีความจำเป็น
ผมเจอบางคน มักจะเอาความต้องการของตนเป็นหลัก จนถึงขั้นไม่สนใจหรือแคร์ใดๆ ใครเตือนก็ไม่ฟัง หาเหตุผลหรือเอาสีข้างเข้าถูตลอด
พูดแรงๆ ต้องบอกว่าโดนกิเลสย้อมใจสุดๆ ยอมเอาเงินที่มีไปแลกกับความสุข หรือของฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุ
หนักเข้าก็ถึงกับเสพติด แพ้ของหรู เห็นเป็นไม่ได้ ทั้งๆ ที่เงินก้อนเดียวกัน หากเก็บหอมรอมริบ หรือเอาไปใช้สิ่งจำเป็น ต่อยอดความรู้ เรียนอาชีพเสริม ยังน่าจะดีกว่า
ผมเคยสอนลูกศิษย์ว่า เมื่อหิวน้ำ ก็ต้องกินน้ำดับกระหาย หากง่วงก็อยากดื่มกาแฟเพื่อตื่น ถือเป็นเบสิก หรือความจำเป็นพื้นฐาน
แต่หากมองข้ามช็อต เลือกดื่มน้ำแพงๆ ขวดละสี่ห้าสิบ หรือกาแฟแก้วละร้อย อย่างนี้ผมถือว่าก้าวข้ามเส้นความจำเป็นไปสู่การตอบสนองความต้องการด้านรสนิยมส่วนตัว
มีเงินก็ไม่ว่ากันครับ เป็นสุขเฉพาะตัวห้ามไม่ได้ แต่คนมีน้อยนี่สิ ผมเป็นห่วง เพราะของที่ตอบโจทย์เหมือนกัน บางทีไม่ต้องใช้เงินขนาดนั้นก็ได้
อย่างกระเป๋ามีไว้ถือ ใส่ของ แต่บางแบรนด์วิ่งไปถึงขนาดเกือบแสน ต้องถามว่าเรามีสตางค์พอที่จะเอามาใช้ในเรื่องนี้หรือเปล่า? แล้วเป็นความต้องการหรือความจำเป็นกันแน่?
อย่างสอง “แยกความจริงกับสิ่งสมมติ” ไม่ออก ขยายความง่ายๆ กับคนที่ประเภทเข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม หลงเชื่อว่าถ้าจะเข้าสังคมได้ เพื่อนฝูงยอมรับ ก็ต้องปรับตัวให้เป็นไปกับเขาด้วย
เมื่อเขากินหรู ก็ต้องกินตาม เขาช็อปแพง ก็ช็อปด้วย เพราะถ้าไม่ซื้อเดี๋ยวหาว่าไม่เข้าพวก
อินไซด์ในใจ ลึกๆ ผมว่าไม่กล้ารับความจริง ไม่ศรัทธาสิ่งที่ตัวเองเป็น กลัวการไม่ยอมรับ โดยหารู้ไม่ว่ากำลังเดินเข้าสู่โลกสมมติหาใช่ตัวตนที่แท้จริง
ผมเคยรู้จักคนหนึ่ง พื้นฐานเป็นคนต้นทุนต่ำ แต่แรงฮึด ผสมมานะอดทน ขยัน เก็บหอมรอมริบ เรียกว่ามีทั้งเก่งและเฮงปนกัน ที่สุดก็ตั้งตัวได้
นานๆ เข้า ฐานะก็ดีขึ้น แต่ความที่ไม่ชอบแต่งตัว ฟุ้งเฟ้อยังไงก็เป็นอย่างนั้น มีเงินพอจะซื้อนาฬิกาเรือนละแสนสองแสนก็ไม่ทำ
เพราะแกสอนให้ผมรู้ว่าคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่เงินทอง หรือเปลือกนอก อย่าให้โลกสมมติหรือโลกมายามาทำลายตัวตนของเรา
นั่งเขียนไป ก็คิดตามไปด้วย เท่ากับได้เตือนตัวเองอย่างดี
เพราะคีย์เวิร์ดวันนี้ก็แสนธรรมดา แยกให้เป็นเมื่อไหร่ ก็ดีกับตัวเมื่อนั้นครับ
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
[email protected]



