ข่าว

ทำไมน้องไม่แต่งงาน

ทำไมน้องไม่แต่งงาน

17 ก.ค. 2554

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวและแผนงานสุขภาวะครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ จัดประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 5 เรื่อง "ครอ

          ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า สถิติการจดทะเบียนสมรส ชี้ชัดว่า การแต่งงานของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มลดลง โดยในปัจจุบันคนในช่วงวัยทำงานอายุระหว่าง 25-41 ปีจะอยู่เป็นโสดมากกว่าคนรุ่นก่อน ขณะที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คืออยู่คนเดียวหรืออยู่เฉพาะพ่อแม่ลูกมากขึ้น

          ขณะที่ รศ.ดร.ชาย โพธิสิตา อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม  ให้ข้อมูลว่า คนไทยแต่งงานเมื่ออายุสูงขึ้น สัดส่วนคนครองความเป็นโสดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวัยที่เลย 40 ปีไปแล้วมีแนวโน้มครองโสดตลอดชีวิต และพบว่า ผู้หญิงในกรุงเทพมหานครกว่า 20% ยังไม่แต่งงาน

           ขึ้นต้นมาแบบนี้ หลายคนคงนึกว่า “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” วันนี้คงจะนำเสนอเรื่องของการบริหารเงินแบบสาวโสด หนุ่มโสด หรือคนโสด ที่ต้องเตรียมวางแผนในอนาคต เมื่อยามไม่มีลูกหลานไว้คอยดูแลยามแก่เฒ่า ซึ่งขอบอกว่า “ผิด” ค่ะ เพราะวันนี้เรากำลังจะตอบคำถามที่ถามไว้ตั้งแต่แรกว่า “ทำไมน้องไม่แต่งงาน” ต่างหาก

           แน่นอนว่า การแต่งงานต้องเริ่มต้นด้วยความรัก ความเข้าใจ และสำคัญเหนืออื่นใด คือ “ความพร้อม” โดยเฉพาะความพร้อมด้านฐานะการเงิน เพราะแม้ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวานนั้น แต่ปัจจัยสนับสนุนให้ “หวาน” มากยิ่งขึ้น ก็คือ เรื่องของความพร้อมทางการเงิน ไม่รู้ว่า เพราะแบบนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การแต่งงานต้องมี “สินสอดทองหมั้น” เข้ามาเกี่ยวข้อง

          แม้ว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะระบุว่า “สินสอด” หมายถึงเงินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาฝ่ายหญิงที่จะแต่งงานเป็นค่าน้ำนม และ “ทองหมั้น” หมายถึงทองคำที่ฝ่ายชายมอบให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง เพื่อแสดงความมั่นหมายว่าจะแต่งงานด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในโลกปัจจุบัน ชายหญิงที่ตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็มักจะช่วยกัน “เก็บเงินเก็บทอง” เป็นสินสอดทองหมั้น 1.ก็เพื่อให้ถูกต้องตามขนบประเพณีและ 2.ก็เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ฝ่ายหญิง แต่เมื่อถึงวันยกขันหมากจริงๆ พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็มักจะส่งคืนสินสอดทองหมั้นให้ลูกสาว เพื่อใช้เป็นเงินรองรังสำหรับการสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งกรณีแบบนี้ ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้หมายรวมถึงกรณีของดาราสาวดังหลายคนที่มีเศรษฐีหนุ่มมาขอแต่งงานด้วยสินสอดหลักร้อยล้าน แต่กำลังพูดถึงคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป
 
           ด้วยประเพณี “สินสอดทองหมั้น” นี่แหละค่ะ กลายเป็นประเด็นที่ทำให้หนุ่มสาวหลายคู่ถึงกับก่ายหน้าผากเลยทีเดียว เพราะราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุด ทำให้ “ต้นทุนในการแต่งงาน” เพิ่มขึ้นไม่รู้เท่าไหร่

          ดิฉันใช้ตัวเลขราคาทองคำ  ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ซึ่งราคาทองคำแท่งสูงสุดที่บาทละ 22,550 บาทเป็นตัวตั้งต้น เมื่อดูตัวเลขย้อนหลัง จะเห็นว่า ราคาทองคำแท่ง ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 อยู่ที่บาทละ 14,800 บาท จากนั้นเพิ่มเป็นบาทละ 18,550 บาท ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2553

           ในช่วง 1 ปีนับจากปี 2552 ถึงปี 2553 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นบาทละ 3,750 บาท เพิ่มขึ้น 25.34% และอีก 1 ปีถัดมาจากปี 2553 ถึงปี 2554 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นบาทละ 4,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 21.56% ซึ่งเมื่อเทียบจากปี 2552 ถึงปี 2554 จะเห็นว่า ราคาทองคำเพิ่มขึ้นบาทละ 7,750 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 52% ในช่วงเวลา 2 ปี

           ดิฉันได้รับบทความล่าสุดจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ที่ประเมินเรื่องของแนวโน้มและทิศทางราคาทองคำไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยบวกที่มีต่อทองคำ จากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงโดยเฉพาะสหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐยังต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายต่อไปอีก นั่นก็คือ ต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำมากๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เพราะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ นักลงทุนย่อมต้องแสวงหาทางเลือกอื่นในการลงทุน เพื่อรักษาระดับความมั่งคั่งของตัวเองเอาไว้ และทองคำนับเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

          ไม่นับรวมการที่ทองคำสามารถใช้เป็นสกุลเงินทดแทนเงินตราสกุลต่างๆ ได้ โดยไม่มีการด้อยค่า หรือการที่ทองคำยังสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ รวมไปถึงความต้องการในทองคำของธนาคารกลางหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางประเทศในตลาดเกิดใหม่

          นอกจากนี้ ความต้องการทองคำยังเพิ่มตามความร่ำรวยของประชาชนของประเทศ จีน หรือ อินเดีย ฯลฯ  ที่คนนิยมเก็บออมทรัพย์สินในรูปของทองคำอีกด้วย

          บลจ.บัวหลวงมองว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยลบกระทบราคาทองคำในช่วงสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นแรงขายทองคำตามแรงขายสินค้าโภคภัณฑ์จากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือความกังวลต่อปัญหาหนี้ของกรีซที่บรรเทาลงไป จึงทำให้เงินเคลื่อนออกจากทองคำไปยังสินทรัพย์อื่น  และการที่ธนาคารกลางสหรัฐไม่ต่อมาตรการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเป็นครั้งที่ 3 ทำให้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์กลับเข้ามา ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่า มูลค่าทองคำเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์จึงลดน้อยลง แต่เมื่อพิจารณาดูทีละปัจจัยแล้ว พบว่าทุกปัจจัยล้วนแต่เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น

          ขณะที่ปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นต่อไปยังคงมีอยู่ เพียงแต่ต้องระวังแรงขายทำกำไร และติดตามการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ

          บทความนี้ปิดท้ายอย่างน่าสนใจค่ะว่า บลจ.บัวหลวงมองว่า ทองคำจะถูกขายในช่วงที่ความกังวลต่อความเสี่ยงต่างๆ นั้นผ่อนคลายลง แต่โชคดีของผู้ลงทุนในทองคำที่ความเสี่ยงเหล่านั้น จะหายไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่เคยหายไปจริงๆ เลย  หลังจากนั้น ทองคำก็จะยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนอยู่ต่อไป

          เป็นโชคดีของผู้ลงทุนในทองคำ แต่เป็นโชคร้ายของสาวๆ ทั้งหลาย เพราะงานนี้หนุ่มๆ อาจจะขอเกี่ยง “สินสอดทองหมั้น” หรืออาจจะขอเกี่ยงระยะเวลา ซึ่งจริงๆ แล้ว สาวๆ (ที่คอยขันหมากอยู่) หรือหนุ่มๆ (ที่เจ้าสาวไม่ยอมตอบตกลงเสียที) อาจจะฉวยจังหวะนี้รีบพลิกสถานการณ์ด้วยเหตุที่ราคาทองคำมีโอกาสแพงขึ้นอีก ว่าแล้วก็ “แต่งงานกันวันนี้” เลยดีมั้ย อย่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนาน เพราะยิ่งนาน ก็ยิ่งแพง


ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]