
ประชาธิปัตย์..แพ้แล้ววันนี้ก็ยังดีแต่พูด?
ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คงออกมาแล้ว และผมเชื่อว่าหน้าข่าวของหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ก็คงจะรายงานให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบอย่างเป็นที่แน่ชัดแล้วเช่นกัน
ผลจากการเลือกตั้งดังกล่าวคงทำให้พรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมสูงสุด 265 เสียงเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และทำให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีคะแนน 159 เสียงกลับไปเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอีกคำรบหนึ่ง แต่กว่าทั้งสองพรรคจะสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็คือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี และผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ ทั้งสองพรรคที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสอง ก็คงจะทำได้แต่เพียงเตรียมการเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น
แต่ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดหากพรรคเพื่อไทยที่กำลังคัดเลือกบุคลากรในพรรคตัวเองและจากพรรคที่เชิญมาร่วมรัฐบาลเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ จะ “พูดถึง” ปัญหาของบ้านเมืองที่ตกค้างมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ว่ารัฐบาลชุดใหม่มีแนวทางในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร ส่วนจะทำได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็คงต้องรอดูเมื่อพรรคเพื่อไทยแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรตามทำนองคลองธรรมที่เคยมีมาเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่เป็นเรื่องน่าเกลียดอย่างยิ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ จะออกมา “แนะนำ” หรือ“เสนอแนะ” หรือ “วิพากษ์วิจารณ์” การเตรียมตัวของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างสนุกปาก ? หลังทราบผลว่าแพ้การเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ประพฤติดีประพฤติชอบคือ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความมีน้ำใจนักกีฬาประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค แต่มีสิ่งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรประพฤติอย่างยิ่ง คือการวิพากษ์วิจารณ์ข้อบกพร่องของกิจกรรมต่างๆ ในบ้านเมืองที่ตัวเองเคยบริหารมา พรรคประชาธิปัตย์ลืมแล้วหรือ วลีที่ทิ่มแทงใจผู้คนในพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งก็คือ “ดีแต่พูด” เป็นวลีที่พลพรรคประชาธิปัตย์โต้แย้งหรือชี้แจงวลีนี้ได้แม้แต่ครั้งเดียว...เก็บคารมคมคายเอาไว้ใช้ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อถึงวาระอันควรไม่ดีกว่าหรือ พูดออกไปให้ผู้คนเย้ยไยไพให้เจ็บช้ำน้ำใจทำไมว่า ตอนมีอำนาจเหตุใดจึงไม่ ครั้นไม่มีอำนาจแล้วอยากทำ นี่แหละ “ดีแต่พูด” ของแท้ ?
คลี่ข่าวคลายปม
ภาณุมาศ ทักษณา



