
"ฐากูร"สอนน้อง(ดีไซเนอร์)ตั้งใจคิด ตั้งใจดู ตั้งใจทำการบ้านเยอะๆ
บางคนต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการตามล่าหาฝันของตัวเอง ขณะที่บางคนกลับเสียเวลาเพียงไม่นานก็สามารถไต่บันไดขึ้นไปยืน ณ จุดที่หมายปลายฝันของตัวเองได้ และหนึ่งในนั้นก็มีชายร่างเล็กเจ้าของความฝันอันยิ่งใหญ่
“ก็อต” ฐากูร พานิชกุล รวมอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ประสบความสำเร็จ โดยเขาใช้เวลาเพียง 6 ปี หลังตั้งหน้าตั้งตาเรียนจบปริญญาตรีสาขาธุรกิจจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ตามความปรารถนาของตัวเองและผู้เป็นมารดา จากนั้นก็เริ่มในการสร้างแบรนด์ THAKOON ชื่อเดียวกับตัวเองจนโด่งดังเป็นที่ยอมรับในบรรดาแฟชั่นนิสต้าชื่อดังคับโลก
และในโอกาสที่ดีไซเนอร์เจ้าของร้านเสื้อผ้ากว่า 30 สาขาทั่วโลกเดินทางกลับมาเยือนแผ่นดินเกิดในฐานะโลว์โมเดล เพื่อช่วยแชร์ประสบการณ์ควบคู่กับการจุดประกายทางความคิดให้แก่ยังดีไซเนอร์ชาวไทยที่มีความฝันอยู่เต็มเปี่ยม ทว่ายังคลำหาหนทางการเติบโตไม่เจอ เขาก็เปิดโอกาสให้สื่อไทยได้พูดคุยถึงมุมมองและหลักการทำงานตามแบบฉบับ "ฐากูร...ดีไซเนอร์เลือดไทย"
-เล่าประวัติคร่าวๆ
ผมเกิดที่ประเทศไทย โตที่เมืองไทย ย้ายออกจากประเทศเมื่ออายุ 11 ปี ไปอยู่ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา หลังจากจบมหาวิทยาลัยที่นั่น ก็ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก เพราะมีความตั้งใจว่าอยากจะเรียนด้านแฟชั่น หลังจากทำงานที่ เจ คูล ก็เข้าสู่วงการแฟชั่นด้วยการเป็นนักเขียนวิจารณ์แฟชั่นให้แก่นิตยสารระดับไฮเอนด์อย่างฮาเปอร์ อยู่ 4 ปี ระหว่างนั้นก็ทำงานไปด้วยเรียนทางด้านแฟชั่นไปด้วย
-กว่าจะมีถึงวันนี้ได้ยากลำบากแค่ไหน
ยากมากเพราะเริ่มจากการเป็นนักเขียน กลางวันเขียนหนังสือ พอกลางคืนก็ไปเรียนเกี่ยวกับการดีไซน์ แต่ในเมื่อผมรู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร อยากทำอะไรก็จะมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
-ฐากูรในวันนี้กับเมื่อ 6 ปีที่แล้วแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
เมื่อผมเริ่มงานดีไซน์ผมให้ความสำคัญกับความชอบของตัวเองเป็นหลัก พอเติบโตมาเรื่อยๆ 6 ปีให้หลังก็ค่อยๆ เริ่มมองที่ความต้องการของลูกค้า เริ่มมองในภาพกว้างมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจ
-คู่แข่งในสหรัฐอเมริกาในฐานะดีไซเนอร์
นิวยอร์กเป็นแฟชั่นซิตี้ของสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นยังดีไซเนอร์จะเยอะมาก มีเด็กใหม่ไฟแรงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ผมในฐานะดีไซเนอร์คนหนึ่งก็ต้องพยายามทำให้เติบโตไปพร้อมๆ กับแบรนด์ของตัวเองให้ได้
-ในฐานะที่เป็นดีไซเนอร์ระดับโลกมองแฟชั่นเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง
จริงๆ แล้วผมยังไม่เคยสัมผัสงานของดีไซเนอร์คนไทย จึงไม่อยากแสดงความคิดเห็น แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือ อยากให้ดีไซเนอร์คนไทยมีสมาธิ พยายามทำการบ้าน ฝึกดีไซน์มากขึ้น และมองดูว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันก็ต้องมีความคิดนอกกรอบ รวมถึงศึกษาประวัติศาสตร์ของตัวเองว่าพื้นฐานแฟชั่นเป็นอย่างไร สุดท้ายทำงานให้หนักยิ่งๆ ขึ้น
-งานของฐากูรมีกลิ่นอายหรือดึงความเป็นไทยขึ้นมาใช้บ้างหรือไม่
โดยชื่อของแบรนด์บ่งบอกเป็นคนไทยอยู่แล้ว ขณะเดียวกันทุกคนก็จะทราบว่าตัวดีไซเนอร์เองก็เป็นคนไทย ส่วนงานนั้นในเรื่องของความคิดการดีไซน์ก็จะต้องมีไอเดียมาจากหลากหลายทั่วทุกมุมโลกไม่ใช่ว่าจะมาจากประเทศไทยเพียงอย่างเดียวแต่ทุกๆ ท่านก็จะทราบอยู่แล้วว่า โดยพื้นฐานเป็นผลงานจากฝีมือคนไทย
-ความเป็นคนไทยมีผลหรือมีข้อจำกัดในสร้างแบรนด์ยากกว่าชนชาติอื่นๆ หรือไม่ กว่าจะได้รับการยอมรับ
ผมว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเคยมองที่ศาสนา หรือสัญชาติ แต่จะมองกันที่ผลงานและการออกแบบซะมากกว่า
-รู้สึกอย่างไรบ้างที่มีลูกค้าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก
รู้สึกดีและเป็นเกียรติมากที่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลเหล่านี้และมีชื่อเสียง ทุกวันนี้ผมยังหยิกตัวเองอยู่เลยว่าเป็นจริงหรือเปล่า โดยเฉพาะคุณมิเชล โอบามา ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้ว่าเธอเป็นใคร รู้แต่ว่าเธอชอบการช็อปปิ้งมาก และเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้เธอก็ได้ไปรู้จักแบรนด์ฐากูรที่ชิคาโก เพราะเธอติดใจในดีไซน์ เชฟ และสีสัน วัสดุต่างๆ แต่ปัจจุบันเธอเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของโลก เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก แต่จะพยายามไม่คิดถึงมัน จะปฏิบัติต่อเธอเช่นเดียวกับลูกค้าคนอื่นๆ ขณะที่นักแสดงหรือผู้มีชื่อเสียงต่างๆ นั้น เมื่อแบรนด์ไหนมีชื่อเสียง คนเหล่านี้ก็จะเข้ามาหา มาคุย และจะขอให้เราทำเสื้อผ้าให้ทั้งในชีวิตประจำวันและชุดออกงานให้เขา
-กว่าจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักนับว่าเป็นเรื่องยากมาก แต่การดูแลแบรนด์ให้ครองใจผู้บริโภคแบบยั่งยืน คุณใช้หลักการใด
ผมคิดว่าอันดับแรกก็คงเป็นเรื่องของการออกแบบ นอกเหนือจากนั้นก็ต้องมองว่าสิ่งที่ต้องการในตลาดมีอะไรบ้าง คนที่จะใส่ชุดของเราบุคลิกเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้นผมจึงตั้งใจคิด ตั้งใจดู ตั้งใจทำการบ้านเยอะๆ เพื่อที่คนจะได้ตั้งใจใส่แบรนด์ของผมตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือทั่วโลกก็ตาม
-มองเทรนด์แฟชั่นในอนาคตว่าอย่างไร
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาค่าครองชีพสูงในทั่วโลกขึ้น ทำให้ผู้คนหันมามองแมสแฟชั่น นั่นคือ แบรนด์ที่ผลิตเร็วขายเร็ว แต่มาถึงวันนี้ผู้คนเริ่มรู้สึกเบื่อ ก็หันกลับมามองแบรนด์มีระดับ ที่ผลิตด้วยมือไม่ใช่เครื่องจักร เน้นคุณภาพสูง เมื่อผู้ซื้อสวมใส่แล้วก็จะรู้สึกถึงความเป็นยูนีค คุณภาพดี โครงสร้างโดดเด่น และภาพสวย
-เอกลักษณ์ของแบรนด์ฐากูรคืออะไร
ผมว่าจริงๆ แล้วแบรนด์ฐากูรไม่ต่างจากแบรนด์อื่นๆ มากนัก เพราะโดยธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน เวลาสวมเสื้อผ้าก็อยากให้ตัวเองออกมาสวย ออกมาเป็นสุภาพสตรี แต่ว่าในมุมมองส่วนตัวของผม จะพยายามสอดแทรกความเป็นศิลปินลงไปในเสื้อผ้าเหล่านั้นด้วย สรุปคือ เสื้อผ้าแนวสปอร์ต ที่ทำให้ผู้หญิงดูอ่อนเยาว์ เป็นลุคที่สง่างาม แต่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน ด้วยการเล่นกับไอเดียเรื่องการประดับ ตกแต่ง อันเกิดจากโครงสร้างของเสื้อผ้า ในขณะที่รูปแบบจะยังคงความคลาสสิก เมื่อคุณได้สวมใส่ก็จะรู้สึกว่าตัวเองสวยเด่นเป็นสง่าแบบมีศิลปะสไตล์โดดเด่นของฐากูรคือ
-ใช้วิธีการใดเพื่อเปิดโลกทัศน์หรือมุมมองให้ตัวเอง
หลักๆ ก็มาจากสิ่งที่อยู่รอบตัวผม แค่เดินอยู่บนถนนก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้แล้ว นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องการอ่านหนังสือและหาความรู้เพิ่มเติมจากการศึกษาในแกลเลอรี่ต่างๆ ประกอบกับทุกอย่างมาจากแรงผลักดันภายในของตัวผมเองด้วย ที่รู้ว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านแฟชั่น จึงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในนิวยอร์ก นั่นคือการพยายามผลักดันตัวเองในขั้นแรก จากนั้นก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าจะอยู่บนถนนสายนี้ได้หรือไม่
- คุณยายเป็นช่างเย็บผ้า มีส่วนทำให้ก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ด้วยหรือไม่
ก็ถือว่ามีส่วนนะ เพราะคุณยายเลี้ยงผมเมื่อครั้งสมัยที่ยังเป็นเด็กๆ จึงมักจะคลุกคลีอยู่กับท่านบ่อยๆ ก็ได้เห็นท่านนั่งเย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าบ้าง ท่านสอนผมบ้าง เหมือนมันค่อยๆ ซึมซับตรงนั้นมา และทำให้เรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำอะไรหรือต่อยอดอะไรจากตรงนั้นได้บ้าง
-ได้มีโอกาสติดตามผลงานของดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ๆ บ้างหรือไม่
ถ้าเป็นผลงานของแบรนด์ไทยล้วนๆ ผมยังไม่เคยได้เห็น แต่ถ้าเป็นของคุณก้อย สุวรรณเกต ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ไทยที่โด่งดังในแอลเอ ก็ติดตามอยู่เพราะโดยส่วนตัวชื่นชอบผลงานของเธอคนนี้
-ช่วยฝากอะไรถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากเจริญรอยตามสักหน่อย
สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำในอันดับแรกก็คงเป็นเรื่องการศึกษาให้เยอะๆ ควบคู่กับการทำงานให้มากๆ เรื่องของแฟชั่นเป็นเรื่องของการสวมใส่ เสื้อผ้าอาจจะเป็นศิลปะก็ได้ แต่ไม่ควรมองข้ามว่าต้องเป็นเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน
- “แอนนา วินทัวร์” บก.แมกกาซีนโว้ค ออกปากชมว่าเป็น ดีไซเนอร์ดาวรุ่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง
นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่คนประกอบอาชีพออกแบบย่อมอยากได้รับการชื่นชมอะไรแบบนี้ และถือเป็นเกียรติสำหรับตัวผม แต่นั่นก็ทำให้ผมต้องทำงานหนักขึ้น พัฒนาฝีมือตัวเองให้มากขึ้น เพราะผมอยู่กับสิ่งนี้และเพื่อจะได้รักษาคำชื่นชมนี้ไว้
-มีใครเป็นพิเศษที่อยากจะทำเสื้อผ้าให้บ้างไหม
เป็นคำถามที่ตอบยากและผมก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ครับ
เขาล่ะ...ฐากูร พานิชกุล ดีไซเนอร์ร่างเล็ก (ทว่า) หัวใจโต
เรื่อง กอบแก้ว แผนสท้าน
ภาพ ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์



