ข่าว

ธุรกิจ"รังนกบ้าน"เมืองตรังอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุน

ธุรกิจ"รังนกบ้าน"เมืองตรังอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุน

16 ก.ค. 2554

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นยุคทองของ "ธุรกิจรังนกอีแอ่น" หรือ "นางแอ่น" โดยเฉพาะ "รังนกบ้าน" ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงใน จ.ตรัง จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่หลัง และเป็นแค่เพียงการแบ่งพื้นที่อาศัยบางส่วนให้แก่นก

          โดยหวังรายได้แค่เพียงเล็กๆ น้อยๆ เดือนละไม่กี่พันบาท กลับกลายมาเป็นการสร้างบ้านขนาดใหญ่โตขึ้น เพื่อให้นกอยู่โดยเฉพาะ เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ จนเกิดกระแสการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

           เส้นทางของธุรกิจ "รังนกบ้าน" ใน จ.ตรัง มีที่มาจากการตกแต่งเพิ่มเติมบ้าน ซึ่งมีนกบินเข้าไปอยู่เองตามธรรมชาติ โดยลงทุนไปเพียงแค่หลังละไม่กี่หมื่นกี่แสนบาท ซึ่งวิธีการนี้ถือว่าไม่ค่อยเสี่ยงต่อการลงทุน เพราะนอกจากจะใช้เงินจำนวนไม่มากแล้ว ยังเป็นการลงทุนในแบบค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพ หากนกมีจำนวนลดน้อยลง หรือบินออกจากบ้านไป ผู้ประกอบการก็สามารถดัดแปลงที่อยู่อาศัยกลับมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

           ต่อมาก็เกิดปรากฏการณ์ว่ามีบ้านจำนวนหลายหลัง ที่มีนกเข้าไปอยู่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการบางรายจึงตัดสินใจย้ายออกไปอาศัยที่อื่นแทน โดยยอมให้บ้านทั้งหลังเป็นที่อาศัยของนก  โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเขตเทศบาลนครตรัง เช่น ถนนราชดำเนิน ถนนท่ากลาง ถนนห้วยยอด เพราะเห็นว่ารายได้ที่เข้ามาจากธุรกิจรังนกสดใสมากกว่า ด้วยรายได้ที่เข้ามาหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท

           เมื่อธุรกิจ "รังนกบ้าน" ใน จ.ตรัง เติบโต ผู้ประกอบการจึงมีแนวความคิดลงทุนสร้างบ้านขึ้นโดยเฉพาะ แต่วิธีการนี้ค่อนข้างจะมีความเสี่ยงมากพอสมควร เนื่องจากบ้านขนาด 3 ชั้น หรือขนาด 5 คูณ 20 เมตร ต้องใช้ค่าก่อสร้างรวมกับค่าตกแต่งไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท  และในกลุ่มผู้ชำนาญแล้วพบว่า ในบ้าน 100 หลัง จะมีผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จเพียงแค่ 30 หลัง หรือ 30% เท่านั้น เพราะเรื่องของธุรกิจ "รังนกบ้าน" ไม่ใช่มาจากความบังเอิญ แต่เกิดจากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

           จากการคาดการณ์ในขณะนี้พบว่า  ทั้ง จ.ตรัง น่าจะมีธุรกิจ "รังนกบ้าน" อยู่ประมาณ 300 หลัง โดยอยู่ในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.กันตัง แห่งละประมาณ 100 หลัง ส่วนที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ในอำเภอที่ตั้งอยู่ริมทะเลอันดามัน เช่น อ.ปะเหลียน อ.ย่านตาขาว อ.หาดสำราญ และ อ.สิเกา โดยผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์เข้ามาดูแลจัดการธุรกิจทั้งระบบแบบครบวงจร ส่วนค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นตามแต่ตกลงกัน คือตั้งแต่ 1-2 แสนบาท แต่เมื่อเก็บรังนกได้แล้วจะขอส่วนแบ่งครั้งละ 30%
 
           อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจะยังไม่มีรายได้ใดเข้ามา เพราะเป็นช่วงของการเรียกนกให้เข้ามาอาศัยเพื่อทำรัง และทำให้นกมีปริมาณมากขึ้นจนถึงจุดที่น่าพอใจ จากนั้น ในปีที่ 3 จะเริ่มสามารถเก็บเกี่ยวรังนกมาขายได้ เฉลี่ยเดือนละ 1 กิโลกรัมต่อหลัง (บ้านขนาด 1 ชั้น) โดยจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในปีที่ 4 เป็นเดือนละ 2 กิโลกรัมต่อหลัง และในปีที่ 5 เป็นเดือนละ 3 กิโลกรัมต่อหลัง ซึ่งหากประคองผ่านจุดนี้ไปได้ก็เท่ากับว่าเข้าสู่ความคุ้มทุนแล้ว

           ทั้งนี้ หากธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้นับจากปีที่ 5 ผู้ประกอบการจะเริ่มมีกำไรเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในปีที่ 8-10 ปริมาณรังนกจะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 10 กิโลกรัมต่อหลัง หรือหากเป็นบ้านนกที่สร้างขึ้นแบบมาตรฐานขนาด 3 ชั้น เมื่อถึงจุดนี้สามารถเก็บรังนกได้ถึงเดือนละ 10 กิโลกรัมต่อชั้น ถ้ารวมทั้งหลังคือ 3 ชั้น ก็จะเก็บรังนกได้ถึงเดือนละ 30 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปคำนวณกับราคาซื้อขายรังนก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4.5-5 หมื่นบาท เท่ากับว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะมีรายได้ถึงเดือนละ 1.35-1.5 ล้านบาท

           ในบ้าน 1 หลัง ที่ลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปอย่างยาวนานไม่น้อยกว่า 20 ปี และหากวางระบบไว้ดี ก็จะมีรายได้เข้ามาต่อเนื่องกันทุกๆ เดือน ซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดวางธุรกิจไปได้ไกลถึงขนาดนั้น เท่ากับว่าจะสามารถกอบโกยกำไรได้อย่างมากมาย อีกทั้งคุณภาพ "รังนกบ้าน" ของ จ.ตรัง เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ด้วยกัน หรือในภาคกลาง ยังถือว่าอยู่ในระดับต้นๆ จึงมีออเดอร์หรือตัวเลขการสั่งซื้อรังนกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

           ด้วยความต้องการบริโภครังนกที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะที่รังนกธรรมชาติเริ่มมีจำนวนลดลง ตามสภาพธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนไป ขณะที่ราคาทะยานไปถึงกิโลกรัมละ 7-8 หมื่นบาท ทั้งที่เมื่อปี 2550 หรือ 4 ปีที่แล้ว ยังมีราคาแค่กิโลกรัมละ 2 หมื่นบาทเ ท่านั้น "รังนกบ้าน" จึงกลายเป็นทางเลือกของตลาด แม้จะมีคุณภาพแตกต่างกว่ารังนกธรรมชาติอยู่บ้าง ที่น่าสนใจก็คือไม่เฉพาะนักลงทุนในพื้นที่เท่านั้น กระทั่งนักลงทุนจากมาเลเซียก็ให้ความสนใจในช่องทางการลงทุนแบบเดียวกันนี้

           "ผมว่าหากจะให้เปรียบเทียบกันระหว่างการเลี้ยงกุ้ง ที่เคยเป็นธุรกิจดาวรุ่งของภาคใต้ในอดีต กับการเลี้ยงนก ถือว่ามีความแตกต่างกันมาก โดยการเลี้ยงกุ้งหากบริหารจัดการดี โอกาสที่จะขาดทุนก็มีน้อย อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่มองเห็นได้ทุกๆ วันว่าเป็นอย่างไร แต่การเลี้ยงนก เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก พลาดนิดเดียวโอกาสล้มเหลวก็มีสูง ฉะนั้นใครที่จะเข้ามาต้องระวังให้ดี" บุญโชค ชัยเกษตรสิน นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งยาว ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ "รังนกบ้าน" รายใหญ่แห่งหนึ่งของ จ.ตรัง ให้ความเห็น

           ผู้ประกอบรายนี้ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้การเลี้ยงนกบ้านเป็นลักษณะการว่าจ้างทีมงานมืออาชีพ ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะเป็นชาวมาเลเซีย ที่เสนอตัวเข้ามาบริหารให้แบบครบวงจร แต่เนื่องจากขณะนี้มีทีมงานที่รับทำธุรกิจแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นจำนวนมากมาย แต่หลายรายก็ไม่มีความชำนาญ ทำให้ธุรกิจ "รังนกบ้าน" ไปไม่รอด เช่น สร้างบ้านแล้วนกไม่ยอมเข้าไปอยู่ หรือเข้าไปอยู่แล้วไม่ยอมทำรัง ขนาดของตนกว่าจะประสบความความสำเร็จได้ ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีทุนหนาอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่จะต้องมีทีมงานที่มีความชำนาญด้วย

           ขณะเดียวกัน จากข้อมูลของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ยังพบปัญหาการลักลอบเข้าไปลักขโมย "รังนกบ้าน" เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนต้องมีการจัดตั้งศูนย์ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งเหตุจูงใจก็มาจากการที่รังนกมีราคาสูง อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายไม่ได้ดูแลบ้านที่เลี้ยงนกไว้ตลอดเวลา หรือแม้จะมีการจ้างยามไปเฝ้า แต่ก็อาจจะเกิดความหละหลวม

           ถึงแม้การทำธุรกิจ "รังนกบ้าน" จะมีการลงทุนสูง ยิ่งหากต้องสร้างบ้านแบบมาตรฐานขึ้นมาโดยเฉพาะ การที่ต้องพึ่งพาทั้งเทคโนโลยีและธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งตัวนกและรังนกมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือความรู้สึกท้าทายที่อยากจะลงทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ ที่มั่นใจว่าตนเองจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน เป็นภาพของความเคลื่อนไหวในการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้