ข่าว

จี้คุมเข้มใช้แอลพีจีข้ามภาคหลังปรับราคา

จี้คุมเข้มใช้แอลพีจีข้ามภาคหลังปรับราคา

15 ก.ค. 2554

สนพ.ยันออกประกาศขึ้นแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม 3 บาทต่อกิโลกรัมมีผล 19 ก.ค.นี้แน่นอน ด้านกรมธุรกิจพลังงานเตรียมเรียกพลังงานจังหวัดทั่วประเทศซ้อมแผนสกัดขายแอลพีจีข้ามภาคปลายเดือนนี้ ระบุไทยขึ้นแท่นแชมป์ใช้แอลพีจีสูงสุดในอาเซียนแล้ว

          รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แจ้งว่า สนพ.ได้ลงนามประกาศปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้มีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ โดยปรับขึ้น 3 บาทต่อกิโลกรัม จาก 18.13 บาท เป็น 21.13 บาท ซึ่งเป็นการสะท้อนราคาต้นทุนที่แท้จริง ที่ปัจจุบันควรอยู่ที่ 30.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ปัจจุบันตรึงไว้ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม

 นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า วันที่ 27-28 กรกฎาคมนี้ กรมเตรียมเรียกเจ้าหน้าที่พลังงานจากจังหวัดทั่วประเทศมาหารือและซ้อมวางแผนป้องกันการลักลอบซื้อขายแอลพีจีข้ามภาค เนื่องจากรัฐบาลยังตรึงราคาแอลพีจีในภาคขนส่งและครัวเรือนที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นเพื่อไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมลักลอบมาใช้ราคาดังกล่าวได้ จึงขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมศุลกากรช่วยตรวจสอบอย่างเข้มงวด

 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามาตรการที่กำหนดให้ผู้ซื้อและผู้ขายแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมต้องนำส่งปริมาณและการครอบครองแอลพีจีทุกเดือนนั้น ไม่สามารถป้องกันการลักลอบจำหน่ายแอลพีจีข้ามภาคได้ 100% โดยจะใช้เวลา 2 เดือน พิจารณาตัวเลขปริมาณการใช้ หากพบว่ามีการใช้ลดลงอย่างผิดปกติจริงกรมจะหามาตรการป้องกันให้เข้มงวดขึ้น

 “การที่ภาคอุตสาหกรรม เช่น แก้ว เซรามิก และกระเบื้อง ต้องการให้ยกเลิกการขึ้นราคาแอลพีจี หรือให้ขึ้นแค่ 3 บาทต่อปีนั้น จะต้องยื่นเรื่องมาที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาตามขั้นตอน กรมมีหน้าที่เพียงตรวจสอบไม่ให้เกิดการลักลอบใช้แอลพีจีข้ามภาค สำหรับมาตรการที่ปรับราคาแอลพีจีระยะที่ 2 อีก 3 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือนตุลาคมนี้ จะต้องให้ กบง.ลงนามอนุมัติอีกครั้ง” นายวีระพล กล่าวและว่า ขณะนี้ไทยมีสถิติการใช้แอลพีจีสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน แทนมาเลเซียแล้ว โดยเฉพาะภาคขนส่งโตแบบก้าวกระโดด 30-40% ต่อปี

 อย่างไรก็ตามการที่ไทยยังตรึงแอลพีจีภาคขนส่งและครัวเรือนไว้ ทำให้ยังมีการลักลอบขนส่งไปยังกัมพูชา พม่า และส.ป.ป.ลาว ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวกรมจะเรียกเจ้าหน้าที่มาหารือเพื่อออกระเบียบที่เข้มงวดขึ้นและกำหนดโทษที่มากขึ้นต่อไป