ข่าว

เรื่องของ"นก"และผีเสื้อ"ในเวียดนาม

เรื่องของ"นก"และผีเสื้อ"ในเวียดนาม

15 ก.ค. 2554

อคติทางเพศโดยเฉพาะการต้องการแต่ลูกชายมากกว่าลูกสาวนับวันยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศในทวีปคนผิวเหลืองเอเชีย โโยเฉพาะในสังคมปิจาธืปไตยหรือสังคมชายเป็นใหญ่ จนบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมที่เปราะบางเป็นพิเศษ และเป็นต้นเหตุความรุนแรงในครอบครัว ตามด้วยกา

          โดยเฉพาะที่แดนตระกูลเหงียนเวียดนามที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้เมื่อสามีหลายคนเริ่มทำร้ายภรรยามากขึ้น เพียงเพราะขัดใจที่มีแต่ลูกสาว ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของภรรยาแม้แต่น้อย แต่เพราะความเชื่อเก่าแก่ที่ปลูกฝังมารุ่นต่อรุ่นว่าต้องมีลูกชายไว้สืบสกุลและไว้คอยดูแลยามแก่เฒ่าต่างหากที่ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

           ภรรยาคนหนึ่งเผยว่าพฤติกรรมของสามีเริ่มเปลี่ยนไปหันมาตบตีทำร้ายเธอทั้งๆที่กำลังท้องไส้ พร้อมกับบ่นว่าไม่อยากได้ภรรยาที่ให้กำเนิดแต่ลูกสาว สุดท้ายก็บังคับให้เธอขนเสื้อผ้าออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นและต้องคลอดลูกเอง ตามมีตามเกิด ขณะที่ฝ่ายชายก็แต่งงานใหม่หลังจากนั้นไม่นานด้วยความหวังว่าจะมีลูกชายไว้สืบสกุล

           ผลก็คือ ปีที่แล้วอัตราการหย่าร้างในประเทศนี้พุ่งสูงถึง 88,000 รายเทียบกับ 84,000 รายในปี 2552 และ 60,500 รายในปี 2548

           สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกประการหนึ่งจากอคติทางเพศก็คือขณะนี้จำนวนเด็กหญิงกับเด็กชายเริ่มไม่ได้ดุลยภาพ อันจะเป็นชนวนทำให้สังคมไร้ความมั่นคงเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะในแดนมังกรจีนและแดนภารตอินเดีย แต่แดนตระกูลเหงียนเพิ่งออกอาการให้เห็นเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

           ครูโรงเรียนอนุบาลแห่งในกรุงฮานอยให้ข้อสังเกตว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจำนวนนักเรียนชายมีมากกว่านักเรียนหญิง ในชั้นเรียนของเธอมีนักเรียน 32 คน เป็นเด็กชาย 20 คน เด็กหญิงแค่ 12 คน เท่ากับว่าในชั้นนี้เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มสาวแล้ว นักเรียนชายหลายคนจะหาผู้หญิงมาเป็นภรรยาไม่ได้เนื่องจากจำนวนผู้หญิงมีน้อยกว่า

           เทียบกับเมื่อทศวรรษที่แล้ว อัตราการเกิดของทารกหญิงและชายจะได้ดุลพอดีตามมาตรฐานเฉลี่ยของนานาประเทศ นั่นก็คือมีเด็กชายราว 104 คน ต่อเด็กหญิง 100 คน แต่ผลพวงจากเทคโนโลยี่ทันสมัยที่สามารถตรวจเพศทารกในครรภ์ได้ล่วงหน้าว่าเป็นหญิงหรือชาย เป็นเหตุให้มีการทำแท้งมากขึ้นเมื่อพบว่าเป็นเพศหญิง ผลตามมาก็คือจำนวนของเด็กชายในขณะนี้มากกว่าเด็กหญิงอย่างที่เห็นๆกันอยู่

           จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามระบุว่าขณะนี้อัตราเฉลี่ยของเด็กชายต่อเด็กหญิงเท่ากับ 111 คนต่อ 100 คน คาดว่าอัตรานี้จะเพิ่มเป็นเด็กชาย 115 คนต่อเด็กหญิงราว 100 คนในอีก 4 ปีข้างหน้า ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วประเทศ สัดส่วนของเด็กชายสูงกว่าเด็กหญิงถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า จะมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 3 ล้าน และจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่เริ่มไร้ความมั่นคงมากขึ้นเมื่อผู้ชายจำต้องเป็นชายโสดมากขึ้นเพราะหาผู้หญิงแต่งงานด้วยไม่ได้

           แม้ในกฎหมายเวียดนามจะระบุชัดห้ามบอกเพศของทารกในครรภ์ แต่แพทย์ก็มักจะเลี่ยงกฎหมายด้วยการบอกใบ้ว่าครอบครัวนั้นกำลังจะได้ "นก"
หรือ "ผีเสื้อ"

           ตัวแทนของกองทุนประชากรโลกในเวียดนามยอมรับว่าการเลือกเพศบุตรในตอนนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวในอนาคตข้างหน้าทั้งต่อปทัฏฐานของสังคมและวัฒนธรรม ที่สำคัญจะทำให้อุตสาหกรรมการค้าบริการทางเพศและการค้ามนุษย์เติบโตขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในจีน เกาหลีใต้และไต้หวัน

           นอกจากนี้ การที่สังคมยังเลือกจะมีลูกชายมากกว่าลูกสาว ทำให้อัตราการทำแท้งในประเทศนี้สูงขึ้นจนอยู่อันดับ 3 ของโลก

           โดยการบริหารทำแท้งนี้มีอยู่เกลื่อนทั้งตามโรงพยาบาลรัฐและเอกชนโดยการทำแท้งแต่ละครั้งจะเสียค่าใช้จ่ายราว 20 ดอลลาร์ (ราว 600 บาท) เฉลี่ยแล้วผู้หญิงเวียดนามทุกคนจะมีประสบการณ์การทำแท้งถึง 2.5 ครั้ง ส่วนตัวอ่อนในครรภ์ที่ถูกกำจัดทิ้งจะเป็นตัวอ่อนเพศหญิงมากกว่าเพศชายหลายเท่า

           ถึงแม้รัฐบาลจะไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามีชาวเวียดนามบินไปใช้บริการทางการแพทย์ในต่างประเทศมากน้อยเพียงใด แต่รัฐก็เพิ่งยอมรับเมื่อต้นเดือนนี้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ชาวเวียดนามใช้เงินราวพันล้านดอลลาร์ (3 หมื่นล้านบาท) ในการรักษาสุขภาพเฉพาะที่สิงคโปร์เพียงประเทศเดียว

           ว่ากันว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีชาวตระกูลเหงียนเดินทางไปต่างประเทศหลายพันคน ส่วนใหญ่เพื่อเตรียมผสมเทียมเพื่อความมั่นใจว่าเด็กที่เกิดจะเป็นเพศชาย โดยผ่านบริษัทนำเที่ยวที่ทำตัวเหมือนนายหน้าจัดหาโรงพยาบาลในต่างประเทศให้ ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลในแดนดินถิ่นเจ้าพระยานี้เอง

           บริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่งในกรุงฮานอยเผยว่าการผสมเทียมแต่ละครั้งต้องใช้เงินราว 2 หมื่นดอลลาร์ (หรือ 6 แสนบาท) เพื่อประกันว่าจะเป็นเด็กชายจริงๆ แต่ละปีมีคู่สามีภรรยามาใช้บริการบริษัทนำเที่ยวแห่งนี้ราว 20 คู่

           ทางการเองยอมรับว่าคงต้องใช้เวลาถึง 50 ปีกว่าจะสร้างจิตสำนึกใหม่ของชาวเวียดนามไม่ให้อยากมีแต่ลูกชายมากกว่าลูกสาว

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์