ชำแหละFTAไทย-อียูพิรุธพาณิชย์ตัดเหล้า
ชำแหละ ร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ที่ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี ภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) แบบลุกลนบนข้อสงสัย เอื้อประโยชน์น้ำเมา?
ตอนที่แล้ว ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ)ชำแหละ ร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูที่ถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และได้ผ่านความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ภายใต้ข้อกังขาว่าถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่ ?
ตอนนี้ลองมาดูเนื้อใน
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เพียงกระบวนการเท่านั้นที่ถูกตั้งคำถาม เนื้อหาของร่างกรอบเจรจาการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปยังถูกมองด้วยว่า เหตุใดจึงไม่บรรจุข้อเสนอแนะจาก รายงานการรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ลงไปในร่างกรอบเจรจาด้วย
ตามหลักการทั่วไปในการจัดทำร่างกรอบเจรจาสามารถเลือกใช้ถ้อยคำภาษาที่ยืดหยุ่นได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าประเด็นใดจะเจรจาหรือไม่เจรจาและจะเจรจาอย่างไร และอย่างน้อยจะต้องมีกรอบอ้างอิงที่ชัดเจนเป็นหลังพิงให้กับการเจรจากับคู่เจรจา
ในรายงานรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการฯ ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยให้คำนึงถึงประเด็นที่เป็นความกังวลและข้อเสนอแนะจากการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน โดยหนึ่งในข้อเสนอแนะดังกล่าวคือ
‘ให้พิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวังสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหวด้านสังคมสูง ได้แก่ ยา สุรา บุหรี่ ทั้งนี้ภาคประชาสังคมและนักวิชาการเห็นว่าไม่ควรนำเข้าสู่การเจรจา แต่ภาคธุรกิจเห็นว่าสามารถนำเข้าสู่การเจรจาได้’
แต่ข้อเสนอแนะนี้ไม่ได้ถูกสะท้อนอยู่ร่างกรอบเจรจาแต่อย่างใด
จักรชัย โฉมทองดี หนึ่งในคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นฯ กล่าวว่า
“ไม่มีการพูดถึงเลยว่า การเจรจาจะต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพ ชี้ให้เห็นว่าผลจากการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน รวมถึงภาคส่วนอื่นๆ ไม่ปรากฏอยู่ในกรอบการเจรจา คือจริงๆ เราก็ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดว่าจะไม่เจรจาสินค้ายา สุรา บุหรี่ แต่ในชั้นการหารือ อย่างน้อยผู้ยกร่างจะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพเวลาเจรจาสินค้าบางชนิด แม้จะใช้ภาษาที่ยืดหยุ่นกว่าก็ไม่ปรากฏเลยด้วยซ้ำ
แสดงว่าไม่คำนึงหรือใส่ใจถึงความห่วงใยที่สะท้อนออกมาในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องสะท้อนออกมาบ้าง ต้องเขียนออกมาในภาษาที่ยืดหยุ่น เพื่อเปิดช่องในการเจรจาให้ฝ่ายเรามีน้ำหนักพอว่า ในกรอบที่เราเขียนมาต้องคำนึงถึง เพราะฉะนั้นในการเจรจาอาจจะลงรายละเอียดว่าต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ ถ้ากระทบมากก็ไม่เจรจา หรือดูว่าจะเปิดระดับไหนถึงจะไม่เกิดผลกระทบ จะเปิดแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้มีการปรับตัวหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียด”
เป็นประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมจึงไม่นำข้อห่วงใยต่อสินค้าที่มีผลกระทบด้านสุขภาพอย่างสุรา บรรจุลงในร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู
ก่อนหน้านี้ มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งของ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ที่อาจเป็นคำตอบของข้อสังเกตนี้
งานศึกษาชิ้นนี้มีชื่อว่า ‘เหตุผลที่ควรถอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากการเจรจาการค้าเสรี’ มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ระบุว่า ยอดรวมปริมาณการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจาก 1,391.2 ล้านลิตร ในปี 2538 เป็น 2,980.7 ล้านลิตร ในปี 2551 เป็นการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 114.26 ภายใน 12 ปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9.52 ต่อปี ส่วนปริมาณสุรานำเข้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ล้านลิตร ในปี 2538 เป็นประมาณ 156 ล้านลิตร ในปี 2551
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ปี 2552 ประเทศไทยนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 6,896 ล้านบาท และประเทศที่เรานำเข้าสุรามามากที่สุดก็คือ สหภาพยุโรป (อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นหลัก) มีมูลค่าประมาณ 5,107 ล้านบาท
รองลงมาได้แก่ อาเซียน (ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม) มูลค่าประมาณ 722 ล้านบาท และอันดับ 3 คือออสเตรเลีย มูลค่า 374 ล้านบาท
งานศึกษายังได้นำข้อมูลการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2538-2551 มาเปิดเผยและวิเคราะห์ พบว่า สุรานำเข้าจากต่างประเทศมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 3 รองจากเบียร์และสุราขาว โดยสุรานำเข้ามีแนวโน้มการนำเข้าสูงขึ้นในช่วง 13 ปีนี้ สูงถึง 7.8 เท่า จาก 19.98 ล้านลิตร ในปี 2538 เป็น 156.2 ล้านลิตร ในปี 2551
นโยบายที่มีผลต่อตลาดสุรานำเข้าจากต่างประเทศก็คือการเปิดเขตเสรีการค้าหรือเอฟทีเอ โดยเริ่มที่การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า (ASEAN Free Trade Agreement-AFTA) ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนจากร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 5 ในปี 2546 เป็นผลให้ส่วนแบ่งมูลค่าตลาดของสุรานำเข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 99.25 ล้านบาท ในปี 2545 เพิ่มเป็น 787.39 ล้านบาท ในปี 2546 เท่ากับร้อยละ 693.3 และนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 เป็นต้นมา ภาษีศุลกากรตัวนี้ได้ลดลงเหลือร้อยละ 0
นอกจากนี้ สมาคมผู้ผลิตสุราในสหภาพยุโรป (The European Spirits Organisation-CEPS) ยังได้ระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอันดับที่ 8 สำหรับสุราจากสหภาพยุโรปเมื่อพูดถึงในเชิงปริมาณ และเป็นอันดับที่ 18 ในเชิงมูลค่า คิดรวมเป็นประมาณ 72 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท เหตุนี้จึงทำให้ไทยเป็นประเทศเป้าหมายหนึ่งของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหภาพยุโรป
การเปิดเสรีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้การบริโภคเพิ่มสูงขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและความถี่ เมื่อดูจากปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าของคนไทยพบว่า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 4 เท่า ในช่วงปี 2540-2551 หรือในช่วง 12 ปี พบว่า สัดส่วนของการบริโภคสุรานำเข้าต่อการบริโภคทั้งหมดในหน่วยของลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เติบโตมากถึงร้อยละ 3.78
งานศึกษายังอ้างอิงรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ด้วยว่า การลดภาษีไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ทั้งยังกลับส่งผลร้ายต่อสาธารณสุข เช่น ในประเทศมอริเซียสที่ลดภาษีนำเข้าจากแรงกดดันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม ส่งผลให้ต่อมามีการจับกุมผู้ดื่มแล้วขับเป็นจำนวนมากขึ้น มีจำนวนคนติดสุราที่ขอรับการรักษาและประชากรเป็นโรคตับแข็งเพิ่มสูงขึ้น
การเปิดการค้าเสรียังอาจเป็นอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายในอนาคต เพราะจะกำหนดกติกาเพื่อควบคุมปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจขัดต่อหลักการค้าเสรี โดยงานศึกษาได้ยกตัวอย่างการขัดขวางของสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ที่เป็นประเทศผู้ส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลักหลายประเทศ ไม่ต้องการให้ประเทศไทยใช้มาตรการภาพคำเตือนประกอบภาพสัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยอ้างว่ามาตรการนี้ขัดกับกฎทางการค้าและเป็นอุปสรรคทางเทคนิคการค้าที่ไม่จำเป็น
งานศึกษาของ ศวส. ยังได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยควรมีจุดยืนในการปฏิบัติต่อสินค้าที่ทำลายสุขภาพเป็นสินค้าพิเศษ โดยควรประกาศนโยบายและแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่เกี่ยวข้องรับทราบเพื่อให้ระมัดระวังในการเจรจาการค้าอันอาจเกี่ยวข้องกับสินค้านี้, ไม่ควรนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ใช้ในการต่อรองไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากผลประโยชน์ที่จะได้จากการเปิดการค้าเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่คุ้มกับผลเสียที่จะตามมา และไม่ควรนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมอยู่ในรายการสินค้าปกติที่กำลังมีการเจรจาหรือจะมีการเจรจาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อเสนอแนะของ ศวส. ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องระบุอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้ แต่ในแง่ของข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการฯ ที่มีระบบกลไกอำนาจรัฐรองรับการทำงานในประเด็น ‘สินค้าที่มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหวด้านสังคมสูง’ และส่งผลกระทบด้านสุขภาพ เหตุใดจึงไม่ปรากฏในร่างกรอบการเจรจา อย่างน้อยก็สามารถปรากฏด้วยถ้อยคำที่ยืดหยุ่นได้ แต่ก็ไม่มี
หรือว่า ต้องการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ใช้ในการต่อรอง?
แต่ปัญหาคือ จะเอา‘สินค้าที่มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหวด้านสังคมสูง’ไปต่อรองกับอะไร?
.............
(หมายเหตุ : ที่มา:ศูนย์เทคโนโลยีสารสรเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร เรียบเรียงโดย:ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา



