
ทางข่าว-เอาไงดี กกต.
มีคนพยายามบอกว่า กกต.จะต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ที่ดูไปแล้วน่าจะเป็นกฎหมายที่ครอบจักรวาล แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ การใช้กฎหมายมาตรานี้เป็นเครื่องมือน้อยมาก
แต่ก็น่าเห็นใจ กกต.ที่ต้องละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาให้ใบแดงที่ต้องดูแล้วดูอีก เพราะต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษเช็กความรอบคอบอีกชั้น
ขืนทำเลอะเทอะส่งไป ได้หน้าแหกเป็นริ้ว
แต่ก็นั่นแหละ...นักการเมือง-พรรคการเมืองทั้งหลายอาจจะเห็นจุดอ่อนตรงนี้ก็เลยพากันทำอะไรต่อมิอะไรแบบไม่เห็นหัว กกต.
การหาเสียงที่เวอร์เกินจริง พรรคนี้สัญญาว่าจะให้ 10 ต้องเบิ้ลเป็นร้อย กลายเป็นเรื่องปกติใครไม่ทำคือคนโง่
สัญญาไปแล้ว หลังเลือกตั้งค่อยมาบอกว่า ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ ที่น่าเจ็บใจหน่อยก็ตรงที่บอกว่า ต้องศึกษาวิธีการเสียก่อนนั่นแหละ
ไม่สนใจใครจะสำคัญผิด สนใจแค่ว่า คนฟังแล้วเคลิ้มไปกาบัตรเลือกตั้งให้เท่านั้น
ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน เงินเดือนปริญญาตรีสตาร์ท 1.5 หมื่นบาท ข้าวตันละ 2 หมื่นบาท
เอาเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ การพูดว่า จะเพิ่มให้เป็น 300 บาทในทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล เป็นเรื่องที่พูดง่าย ยิ่งหากเป็นคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรก็ยิ่งง่ายเข้าไปอีก
ในความเป็นจริงแล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำจะขึ้นเป็นเท่าใด มันควรจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิต ไม่ใช่เรื่องของมนุษยธรรม ไม่ใช่ความเมตตา และไม่ใช่คำว่า "ประชานิยม"
แล้วความสามารถในการผลิต หรือผลกำไรจากการผลิตในวันนี้เป็นอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่รอบสะดือของนักการเมืองทั้งหลายน่าจะรู้ดี แต่น่าเสียดายที่คนเหล่านั้นกลับเพลิดเพลินอยู่กับคำว่า "ชัยชนะ" จนกล้าให้คำแนะนำ ให้นักการเมืองที่อาศัยความใจกล้าหน้าด้าน ไม่ตรวจทานถึงความเป็นจริงไปพูดจาโกหกพกลมต่อประชาชน
การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำครั้งหลังสุดวันที่ 9 ธันวาคม 2553 ที่ จ.ภูเก็ต ได้เพิ่มมากสุด 17 บาท รวมแล้วก็ยังไม่ถึง 250 บาท/วัน...ขนาดภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ค่าครองชีพสูงยังได้แค่นั้น
ยิ่งไปฟังเงื่อนไขที่ล่อใจเอกชนให้ขึ้นค่าจ้างรายวัน ก็ยิ่งปวดใจ เพราะกะจะไปเจรจาเรื่องลดหย่อนภาษี...เพราะนั่นมันเท่ากับว่า รัฐยอมเสียรายได้ที่ต้องนำไปเป็นเงินงบประมาณประจำปี
สรุปก็คือเอาเงินงบประมาณไปเพิ่มค่าจ้างรายวัน เพื่อสนองความต้องการที่จะชนะการเลือกตั้ง
เอาไงดีล่ะ ท่าน กกต.ทั้งห้า ?
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



