
กนง.ฟันธงขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย0.25%
นักเศรษฐศาสตร์เชื่อ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ยังกังวลอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น "บัณฑิต" ชี้ครึ่งปีหลังเงินเฟ้อยังน่าเป็นห่วง ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่อเนื่อง ด้านตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ผวาวิกฤติหนี้ยูโรโซนลุกลาม
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายค่ายและนายธนาคารมีความเห็นตรงกันว่า มีแนวโน้มที่ กนง. จะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.00% เป็น 3.25% เนื่องจากแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อยังมีต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เชื่อว่า ที่ประชุม กนง. จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เนื่องจากยังกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่คงยังไม่เห็นผลกระทบในเร็วๆ นี้
ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ระดับสูงต่อไป ปัจจัยหลักมาจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ การใช้จ่ายตามนโยบายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังเงินเฟ้อ ยังน่าห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทย ดังนั้น กนง. จึงจำเป็นต้องนำเครื่องมือทางการเงินอัตราดอกเบี้ยมาใช้ดูแล ซึ่งตลาดได้ประเมินล่วงหน้าแล้วว่า การประชุม กนง. ครั้งนี้ น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25%
"ตอนนี้ทุกประเทศเผชิญเงินเฟ้อเหมือนกัน และยุโรป สหรัฐกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติ ดังนั้น มีแนวโน้มที่เงินจะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ส่วนจะเข้าประเทศไหนมากน้อยเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจใครแข็งแกร่งกว่ากัน และที่สำคัญประเทศไหนจัดการเงินเฟ้อได้ดีกว่า เงินจะไหลเข้ามามาก" นายบัณฑิต กล่าว
ขณะที่เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากมีความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้ของยูโรโซนอาจจะลุกลามไปถึงอิตาลี รวมทั้งตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,062.39 จุด ลดลง 14.85 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 28,201 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 2,965 ล้านบาท
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างประเทศน่าจะใช้เวลาในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในหุ้นทั่วโลก ในระยะ 1-10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ หลังถูกกดดันจากปัญหาหนี้ในยุโรปที่กลับมาสร้างความกังวลอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าหากมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วและมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีนโยบายที่ชัดเจน เชื่อว่าจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับขึ้น มองว่าคงไม่มีผลต่อตลาดหุ้น เนื่องจากเป็นการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
“ปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป ที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบทั่วโลก ของเรากระทบน้อยเนื่องจากมีความแน่นอนทางการเมืองจึงส่งผลให้มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดโลก" นายจรัมพรกล่าว



